วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Jordan Backpack Trip 2019 - เมื่อเด็กกรุงอยากเก็บ 7 สิ่งมหัศจรรย์ Part I (Amman - Jerash City - Ajloun Castle)

Jordan Backpack Trip - (1)

ลุยทราย ชายเพตรา (Petra)
มาลอยคอ ณ เดดซี (Dead Sea) 

หลังจากห่างหายจากการท่องเที่ยว backpack ไปเป็นปี ในที่สุดก็ได้ท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์อีกครั้ง ตามจริงปีนี้อาจไม่มีทริป แต่ก็มีเพื่อนมารบเร้าท่องหา 7 wonders จนเกิดทริปนี้จนได้

23/10/19 วันปิยะมหาราช เราก็ปิยะตาม (о´∀`о)
เริ่มออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยใช้บริการสายการบิน Kuwait Airway 
โดยใช้เส้นทาง BKK - KWI transit to AMM
(กรุงเทพฯ - คูเวต - อัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดน)

‎Flight KU412: Boeing B777-300

ออกเดินทางเวลา 11:45
หลังจากผ่านไปชั่วโมงนึงอาหารก็เริ่มเสิร์ฟ
ได้เป็นข้าวพะแนงไก่ สลัดไสตล์อาราเบี้ยน ขนมปังพร้อมเนย 2 แบบ และ เค้กช็อคโกแลต
Note: เค้กช็อคฟัดจ์ อร่อย เข้มข้นมาก ชอบมาก ๆ แบบปลื้ม 😍
แถมโชคดีคือทั้งแถวไม่มีคนนั่ง ดูหนัง ยืดตัว นอนยาวได้เต็มที่จ้า 🤩
อาหารขาไปข้าวพะแนงไก่
เค้กช็อคโกแลตฟัดจ์ อร่อยมากกกกก


มาถึงสนามบินคูเวตเวลา 15:00 ณ เวลา ท้องถิ่น
(ทั้งคูเวตและจอร์แดน ช้ากว่าบ้านเรา 4 ชม.)
หรือประมาณ 8 ชม. จากเวลาเริ่มออกเดินทาง

เนื่องจากสายการบินให้โหลดกระเป๋าได้ 2 ใบ ทริปนี้เลยตัวเบา เดินตัวปลิว หิ้วแค่ accessories คู่ใจและหนังสืออ่านฆ่าเวลาก็พอ 

หลังดื่มด่ำกับหนัง หนังสือ และการนอน
ผ่านไปอีก 5 ชม. (ประมาณ 6 โมงเย็น)
ก็เสิร์ฟอาหารอีกครั้ง เป็นมื้อเล็ก ๆ ได้แก่แซนวิชไก่ (ที่เป็นแบบฝรั่งเศสคือแข็ง TT ไม่ชอบอ่ะ) กับ เค้กขนมปังเนยที่เอาไว้เป็นของว่างมื้อดึกละกัน กับน้ำเปล่าและ Coffee or Tea ตามระเบียบ

ชุดแซนวิชเย็น ๆ ชืด ๆ

จากนั้นก็พักผ่อนรออีกสัก 1 ชั่วโมงก็มาถึงสนามบินนานาชาติคูเวต

หลังมาถึงก็ไปต่อ Connecting Flights (Transfer Only) แถวค่อนข้างยาวจนแอบหวาดเสียว จะตกเครื่องไม๊วะ 😂
ออกมาลงบันไดทางซ้ายมือ Terminal 4 (T4) เป็น Connecting Flight
Airbus ไม่แน่ใจเป็น A320 หรือ ‎A330-200‎


ละแบบเจอลุงแขกอึน ๆ ถามไรก็ตอบไม่ได้อยู่ข้างหน้า เสียเวลาหวาดเสียวไปอี๊กกกก

พอออกมาได้เข้าโซน Duty Free ได้ยินประกาศ Final Call for Flight KU 563 😱 
นี่แบบ เฮ้ยยยย ละเกตตูอยู่ไหน
ดีว่าอยู่ตรงทางซ้ายมือเกตแรกเลย บึ่งไปตรวจตั๋ว พี่คนเช็คแกก็ถามว่าละ VISA ไปจอร์แดนอยู่ไส
นี่ก็ยื่น Jordan Pass ให้ดูว่ามัน include ละนะ
แต่ไม่นำพา เฮียแกก็ดู จน ground หญิงต้องมาบอกว่า สำหรับไทยมัน On Arrival ก็เลยให้ไปขึ้นรถ

Flight KU 563 เป็น Airbus ออก 16:00 เป๊ะ ๆ เลย ตรงเวลามว๊ากกกกกกก ประมาณชั่วโมงนึงอาหารก็เริ่มมาเสิร์ฟ มีไห้เลือกระหว่าง ไก่ หรือ แกะ ส่วน side dish มีเค้กเลมอน สลัดถั่ว และขนมปัง รสชาติข้าวหมกแกะอร่อย นุ่ม หอม ซอสเข้ากันดี ส่วนสลัดถั่วจะมี Italian Dressing ให้

ลุ้น ๆ Lamb ที่ว่าจะเป็นเมนูอะไร

แต๊นนน ข้าวหมกแกะกับซอสและถั่ว

สลัดถั่วกินกับน้ำสลัดอิตาเลี่ยน

ระหว่างที่กิน ๆ อยู่ หนุ่มแขกข้าง ๆ ก็หันมาถามว่า น้ำสลัดกินกับจานสลัดถั่วใช่ไม๊ แล้วก็ตามมาด้วยถามนู่นนี่นั่น ว่าอันไหนกินกับอะไร 😅

สรุปผู้บ่าวแกเป็นชาวบังคลาเทศ มาครั้งแรกเหมือนกันและเหมือนจะขึ้นเครื่องไม่กี่ครั้ง ดูงง ๆ ก็เลยช่วยถามตอบไป ประมาณ 6 โมงครึ่ง ก็มาถึงจอร์แดน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

รอกระเป๋าไม่นานก็แลกเงินที่ global exchange โชคดีที่มีโปรแลกแล้วได้ gift voucher ไปซื้อ SIM Umniah แล้วได้เน็ตเบิ้ล 2 เท่า เลยออกมาละไปซื้อโปรแบบ 10 วัน ราคา 10.88 JOD ได้เน็ตมา 20 GB สบายยาวละ 😂

เอาไปใช้ซื่อ SIM Umniah ได้สิทธิ์ x2 จากปริมารเน็ตที่ซื้อ

รายละเอียดแพ็คเกจที่ซื้อ หลัก ๆ คือ 10 วัน 10 GB แต่จาก Voucher ที่ได้เลยได้ 20 GB

ภารกิจถัดไปคือการหาทางเข้า Amnan 
พอออกประตู 2 จะมีบูธ Airport Bus เล็ก ๆ พาไปส่งที่ 7th Circle (ใกล้เมืองที่สุด) ก่อนจะไป North Bus Station
(ข้อมูลในเว็บไซด์ที่บอกจะไปถึงพวก 4th Circle เฉพาะรถที่ไม่รับสัมภาระ)
ราคา 3.30 JOD รถมีตารางเวลาออก ตามนี้เลย

BUS Ticket

Bus Express Time Table
Departure from Amman
(North Station)
Departure from Airport
(Arrivals Terminal)
6:30 AM
6:00 AM
7:00 AM
6:30 AM
7:30 AM
7:00 AM
8:00 AM
7:30 AM
8:30 AM
8:00 AM
9:00 AM
8:30 AM
9:30 AM
9:00 AM
10:00 AM
9:30 AM
10:30 AM
10:00 AM
11:00 AM
10:30 AM
11:30 AM
11:00 AM
12:00 PM
11:30 AM
12:30 PM
12:00 PM
1:00 PM
12:30 PM
1:30 PM
1:00 PM
2:00 PM
1:30 PM
2:30 PM
2:00 PM
3:00 PM
2:30 PM
3:30 PM
3:00 PM
4:00 PM
3:30 PM
4:30 PM
4:00 PM
5:00 PM
4:30 PM
6:00 PM
5:00 PM
7:00 PM
6:00 PM
8:00 PM
7:00 PM
9:00 PM
8:00 PM
10:00 PM
9:00 PM
11:00 PM
10:00 PM
12:00 AM
11:00 PM
12:00 AM
01:00 AM
02:00 AM
03:00 AM
04:00 AM
05:00 AM

Ref: http://sariyahexpress.com/en/content/airport-express

ก็รอรอบ 2 ทุ่ม รถก็ค่อย ๆ เดินทางเข้าตัวเมือง
ประมาณ 40 กว่านาทีก็มาถึง 7th circle
ซึ่งพอลงไปก็จะมีพวก Taxi เจ้าถิ่นมาดัก เลยลองถามดู ก็เรียกให้ขึ้น พอถามราคาอีกทีก็บอก 10 JOD!!! พ่องงงง ก็เลยบอกไม่ยอม มันก็พยายามต่อ สุดท้ายพออิดออดเงียบ ๆ เช็คราคาอูเบอร์ไม่ถึง 3 JOD มันก็บอก กลางคืนมิเตอร์มันเบิ้ล ราคาพอกันแหละ (พอกันพ่องงงง) พอไม่ตกลงกับมันสักพักก็ขึ้นเสียงเลยจ้า ว่าจะเอาไง ก็เลยบอก ไม่อ่ะ ดร็อปตรูที่นี่แหละ แล้วค่อยเดินหนีหลบมุมมาก่อนเรียกอูเบอร์ เสียแค่ 2.3 JOD - -“ ก็มาถึงโรงแรมประมาณ 3 ทุ่มกว่า เป็นอันจบวันไป

24/10/19: ปรับเวลา ปรับตัว มุ่งสู่ Jerash

บรรยากาศยามเช้า ณ Amman ประมาณ 16-17 องศาเซลเซียส

น้องงง อยากกินแต่ก็กลัวไม่กล้าเข้าใกล้ 555+

หลังจากตื่นมา อาบน้ำ กินข้าว ทำอะไรเสร็จ
ประมาณ 9 โมง ก็ออกมาเรียก Uber ไป North Station แต่เค้าบอกว่าไปอีกจุดใกล้กว่า ไม่ต้องอ้อม โดยจุดที่ Uber พามาส่งเรียกว่า Sweileh Interchange ราคาประมาณ 5 JOD แล้วก็มารอขึ้น Bus ซึ่ง Uber ใจดีมาก พาไปถามให้ว่าคันไหนที่จะไป Jerash City แล้วก็ถามราคาให้พร้อม ราคาคนละ 1 JOD ถูกโฮก แต่ต้องรอคนเต็มก่อนค่อยออก

รถออกประมาณ 9:40
10:30 ถึง Philadelphia University
ประมาณ 10:50 รถก็มาถึงจุดจอด bus stop ที่ Jerash (โปรดดูแมพเองนะจ๊ะ แต่รวม ๆ ก็คร่าว ๆ ชม.นึงมาถึง)
จากนั้นก็เดินไปที่ Jerash ระหว่างทางตอนดูแผนที่อยู่ คนขายทับทิมก็ยื่นมาให้ชิมฟรี ทับทิมที่นี่หอม หวานมาก 🤩 เอ๊ะ หรือ เพราะมันฟรี 555
พอเดินไปถึงทางเข้าก็ยื่น Jordan Pass บัตรเบ่งให้ดูผ่านตลอดทาง ก็จะเดินผ่านโซนของฝากแล้วค่อยเข้าไปถึงบริเวณ Jerash City จริง ๆ

เพิ่มเติมข้อมูล Jordan Pass:
สำหรับคนไทยหากไม่ซื้อ Jordan Pass สามารถทำ VISA on Arrival ได้ แต่เสียค่าทำ 40 JOD
และต้องเตรียมพวกรูปถ่ายไปด้วย แต่โชคดีที่ Jordan มีบริการ Jordan Pass ซึ่งสามารถซื้อได้ทางออนไลน์แล้ว Print เป็นกระดาษมายื่นให้ทางเจ้าหน้าที่สแกน QR Code แล้วออก VISA ให้ได้ที่สนามบิน (จุดเดียวกับที่ทำ VISA On Arrival) ก่อนผ่านเข้า ตม. 

Jordan Pass จะมีราคาหลายระดับซึ่งแตกต่างกันที่จำนวนวันที่เข้า Petra ได้แค่นั้น
โดยดูรายละเอียดได้ที่ 
https://www.jordanpass.jo/Contents/Prices.aspx ซึ่งทริปนี้เนื่องจากแพลนเข้า Petra 2 วันจึงเลือกซื้อแบบ JORDAN EXPLORER ราคา 75 JOD ซึ่งถือว่าคุ้มเพราะเค้าเข้า Petra 2 วันก็ 55 JOD แล้ว รวมกับค่า VISA อีก 40 JOD อย่างน้อยก็ประหยัดไปแล้ว 20 JOD ไม่รวมค่าเข้าชมสถานที่อื่น ๆ อีก
Local Bus ที่โดยสารมา

ทับทิมที่คนขายให้มาชิมฟรี ๆ แดงเป็นอัมพันทับทิมเลย

ทางเข้า Jerash City อลังการมาก

ยื่น Jordan Pass ให้ปั๊มวันที่

เมืองโรมันโบราณ เจราช (The Roman city of Jerash) ประวัติศาสตร์สำคัญอีกหน้าหนึ่งของ จอร์แดน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองที่ถูกลืม เนื่องจากประสบแผ่นดินไหวทำลายเมืองหลายครั้ง ทำให้ นครเจราช ถูกทิ้งร้าง จนกระทั่ง ปี ค.ศ. 1878 มีการค้นพบและรัฐบาลจอร์แดนได้กลับมาบูรณะและฟื้นฟูความงดงามของนครโรมันแห่งนี้ให้กลับมาสู่สายตามนุษย์โลกอีกครั้

Ref. ข้อมูลจาก MThai

เข้าไปภายในก็จะมีโครงสร้างเมืองเก่าต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการจัดระบบระเบียบของผังเมืองได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นโซนตลาด โซนพบปะกลางเมือง โซนบูชาเทพเจ้า ซุ้มประตูกษัตริย์ ร่องรอยรถม้า อักษรโบราณ หรือ แม้แต่โรงละคร









หลังจากเดินเยี่ยมชมท่ามกลางอากาศเย็น ๆ 20°C กับแดดอันแสงแร้งที่ไร้เมฆสักก้อนคอยปกป้อง สักประมาณ 2 ชั่วโมงก็ทั่วพอที่จะรู้สึกว่าหมดแรงและพอเถอะ ไปหาข้าวกิน

ตอนแรกว่าจะเดิน ๆ ไปโซนเมือง แต่เลี้ยวผิดทางไปเจอโรงเรียนเด็กหัวเกรียน วัยประมาณประถม บางกลุ่มก็ทักทายหนี่ฮ่าว เฮลโลเป็นมิตร แต่มีไปเจออีกกลุ่มพูดบ้าไรไม่รู้ พอเราหันหลังให้ปาหินใส่ซะงั้น #฿&$ แต่ก็หลีหเลี่นงละสุดท้ายก็กลับมากินร้านอาหารตรงก่อนทางเข้า Jerash City ราคาแรงมาก แซนวิชชีสกับเครื่องเพียงผักผลไม้ 4 JOD น้ำผลไม้อีกแก้วละ 3 JOD

มี Set Side Dish มาหใ้เยอะกว่าที่คิด

น้ำทับทิมชื่อนใจดีนะแต่แพง แต่ก็หิวอ่ะ

หลังกินเสร็จพักผ่อนพอหายเหนื่อยก็กะเดินไปขึ้นบัสไป Ajloun Castle อันเป็นปราสาทที่ถัดไปทางตะวันตกของเมืองประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร ตอนเดินออกมาเจอแท็กซี่ทัก ต่อรองกันได้ที่ 12 JOD ก็เลยใช้เงินซื้อความสบายไป ระหว่างทางคนขับแวะซื้อแป้งกิน ละก็แบ่งให้ด้วย ด้วยความที่เป็นของร้อน ๆ ทำใหม่ ๆ ยื่นมาให้ ก็จัดสิครับ 😂 เดินทางประมาณ 20 นาทีก็มาถึงที่ Ajloun เวลา 14:00 ตาลุงแท็กซี่ทำเนียนบอกราคา 13 JOD แต่ก็หาได้ยอมไม่ สุดท้ายก็ตกลงที่ราคา 12 JOD

ลุ๊งงงง แวะซื้อแป้งงี้ก็ได้หรอ ชิลเกิ๊นนน

อ่ะ แบ่งมาให้ ร้อน ๆ ก็โอเคดีนะ

ที่นี่ต้องเดินไปที่บูธขายตั๋วก่อน กึยื่น Jordan Pass ประทับวันที่ละเดินขึ้นเนินสูงพอสมควร ลุงบอกไปส่งให้ฟรีแต่บอกแต๊งกิ้ว ไม่เป็นไรไม่อยากจ่ายทิป

Ticket Counter ถ้าีม Jordan Pass ก็แค่เข้าไปปั๊มวันที่ใช้บริการ

Ajloun Castle

ปราสาทอัจลุนหรือบางคนเรียกป้อมอัจลุน ถูกสร้างขึ้นไล่เลี่ยกับช่วงที่ปราสาทเครัคถูกตีแตก (ก่อนนั้นเล็กน้อย) คือ ค.ศ. 1184-1185 แต่ปราสาทนี้เป็นผลงานของชาวมุสลมที่อยู่ทางตอนเหนือ โดยผู้สร้างคือ Izz al-Din Usama หลานของซาลาดินที่ได้รับมอบหมายมาสร้างป้อมปราการทางตอนเหนือเพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของชาวคริสต์ที่มาจากฝั่งตะวันตก

ปราสาทอัจลุนตั้งอยู่บนภูเขาทำให้เข้าโจมตีได้ยาก ปัจจุบันบริเวณตีนเขามีชุมชน “เมืองอัจลุน” ถือเป็นเมืองสำคัญทางตอนเหนือของประเทศจอร์แดนด้วย
ปราสาทอัจลุนถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นฐานที่มั่นทางตอนเหนือของฝ่ายมุสลิม แต่เอาเข้าจริงแทบไม่ได้ใช้ทำสงครามครูเสดเลย เพราะกษัตริย์ซาลาดินสามารถตีปราสาทเครัคแตกได้ก่อน และบุกยึดเยรูซาเล็มได้ในเวลาต่อมา ดังนั้นปราสาทอัจลุนจึงอยู่ว่างๆ ไม่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูไปอีกพักใหญ่ๆ

Top View จากปราสาท Ajloun
บรรยากาศรอบนอก

บรรยากาศภายในปราสาท

หินสำหรับไว้ใช้ยิง

Slit สำหรับยิงธนู

หลังจากเดินชมปราสาทจนทั่วซึ่งใช้เวลาราว ๆ ชม.เศษก็เดินลงมา เจอตาลุงแท็กซี่ดักรออยู่แล้ว บอกว่าไปส่ง Jerash ให้ คิดแค่ 6 JOD พอ ก็เลยยอมขึ้นกลับมาบอกให้ไปส่งที่ Jerash Bus Terminal ซักประมาณครึ่ง ชม. ก็ถูกพามาส่งที่รถบัส แต่เหมือนโดนหักหัวคิดเพราะบัสคิดราคากลับ Amman คนละ 2 JOD (ปกติควรแค่ 1 JOD)

Tea with Mint Leaf

นั่งรถประมาณ 50 นาทีก็มาถึงจุดขึ้นรถที่เดิมแถว Sweileh Interchange ดูราคาอูเบอร์ยังวิ่ง ๆ ระหว่าง 6-8 JOD ก็เลยเดินเล่นแวะ supermarket ก่อนจะเรียกอูเบอร์ไปที่ Temple of Hercules โชคดีได้คนขับที่เี เป็นพาร์ทไทม์อูเบอร์ ปกติทำงานแบงค์ คือ ใส่สูทอยู่เลยเลิกงานละก็มาขับต่อ เค้าก็แนะนำให้ระวังพวกแท็กซี่ Yellow Cap อย่าไปสุงสิงตกลงไรด้วย ละก็แถวนั้นไม่มีอะไรรอบ ๆ ให้มาตรง downtown ถึงจะน่าสนใจ ใช้เวลาประมาณครึ่ง ชม. ก็มาถึง ตอนนั้นเวลา 17:30 ได้ ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่ประจวบเหมาะมาก เพราะ ที่นี่ปิด 18:00 พอมาถึงจึงได้วิวเมืองช่วงพระอาทิตย์ตกดินพอดี (ที่นี่ใช้ Jordan Pass เข้าชมฟรีเช่นกัน) หลังจากชมวิวถ่ายรูป ก็แวะดูพวก Amman Citadel ต่าง ๆ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงสิ่งของ เครื่องใช้สมัย Early Bronze, Middle Bronze จนถึง Roman Age ให้ชม จนมืดก็ค่อยเดินออกมาโดยกะว่าจะไป downtown ต่อก็มาเจอแก๊งแท็กซี่ เจอลุงคนนึงทักหนี หาว พอบอกไทยแลนด์ลุงก็บอกกลับมาเลยว่า สวัสดีคร้าบบบ~ ละก็ทักว่า เฮ้ย ยูน่าจะรู้จักไอนะ จากบล็อกคนไทย ซึ่งพอเปิดนามบัตรให้ดูก็ อ๋อ เลย คือลุง 
Shawki Dahier เคยอ่านเจอเหมือนกันแต่ไม่ได้ติดต่อแกเพราะใช้การเช่ารถเที่ยวเอา (หากจะใช้ Tourist TAXI ดูข้อมูลอื่น ๆ ได้ที่ https://www.kafaak.com/2017/05/21/first-time-in-jordan/) หลังจากคุยโม้กันสักแป๊บก็เซลฟี่กันเป็นที่ระลึก แล้วค่อยมุ่งหน้าไป downtown ต่อ

ภาพบรรยากาศ Amman City จาก Temple of Hercules
Temple of Hercules


Real Skull!

Sunset View

จุดมุ่งหมายของวันนี้คือร้าน Hashem เป็นร้าน Hummus with Falafel & French-fries ตกคนละ 3 JOD คนแน่นมากกกก แต่ก็มีแค่ hummus ไว้จิ้มกินกับขนมปัง ฟราย และเฟลาเฟล กินไปนาน ๆ ก็เลี่ยนจนต้องสั่งชาร้อนมากินด้วย ก็ดีนะ ให้เยอะแต่กินนาน ๆ ก็เลี่ยนเพราะมีแต่แป้งและผัก

Hashem ร้าน Hummus & Fellafel เจ้าดังใน Downtown
มาเป็น Set ใหญ่ ๆ เอาจนเอียนกันไปข้าง

Hummus

Falafel

หลังจากกินเสร็จก็เดินเล่นย่านดาว์ทาวน์นี่แหละ พอมาฝั่งตรงข้ามเพิ่งเห็นร้าน Crispy Chicken เนื้อ!!! อยากเนื้อว๊อออย แต่ก็อิ่มละเลยกะค่อยกินวันถัดไป ระหว่างทางก็มีแวะร้านเจลาโต้ Aima รสชาติช็อคเขิมข้นดี ใครชอบเข้ม ๆ เลิฟแน่นอน ราคาไม่แรงด้วยแค่ถ้วยละ 1.5 JOD ระหว่างเดินเล่นก็มีไปแวะ Roman Theater อารมณ์ public space บ้านเราคือเป็นสวนสาธารณะที่คนมาชุมนุมกัน ส่วนโซนเธียเตอร์สมัยเก่าก็จัดเป็นคอนเสิร์ต แต่ก็ดูอยู่แค่วงนอก พอเห็นไม่มีอะไรก่อนกลับก็เลยเดินไปแวะ Rainbow Street เพื่อที่จะแวะร้านชาร้านนึงที่เจอในแมพ ร้านเป็นแนวคาเฟ่รสชาติดีแต่ราคาก็แรงแบบคาเฟ่บ้านเรา ซึ่งระหว่างทางก็เห็นร้าน Shawarma Express เลยกะว่า พรุ่งนี้ก่อนไปรับรถเช่าต้องซื้อไก่หรือชวาร์มาไปกินให้ได้ หลังจากเดินทั่วจนเหนื่อยแล้วก็กลับที่พักเป็นอันจบไปอีกวัน 

Roman Theater กลางคืนมีเปิด Concert ด้วย

Jelato ร้าน AIMA

Green Tea Turtle Tea Cafe

วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562

Brazil Trip 2018: เมื่อเด็กกรุงอยากเข้าป่าอะเมซอน (Part III: This is Rio De Janeiro!)



03/10/2018 Welcome to Rio de Janeiro
มาถึงปุ๊บ เวลาประมาณ 6:40
ภารกิจคือต้องไปฝากเป๋าที่โรงแรมก่อนไปหารูปปั้นพระเยซู ซึ่งมีกำหนดขึ้นรถรางไว้ตอน 9:40 เวลา 3 ชม. ดูฉิวเฉียดมาก วิธีการเดินทางเข้าไปโรงแรมที่เลือกคือ นั่ง BRT จากสนามบินไปต่อรถไฟใต้ดิน (Metro) ซึ่งสามารถซื้อเป็นบัตร Prepaid Rio Card ได้ที่ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติเลย มีค่าธรรมเนียมออกบัตรที่ 3 Real + เงินที่ใส่ไป ตอนนั้นมีแค่แบงค์ 50 สรุปเลยเติมไป 47 Real ตอนแรกก็แอบหวั่น ๆ ว่า เฮ้ย มา 2 คนต้องออก 2 ใบเปล่า? เลยใช้อากู๋แปลภาษาถามเป็นโปรตุกีสไปให้พนักงานดู สรุปบัตรเดียวแปะให้ได้ 2 คนเหมือนตุรกี เยี่ยม!!

อ่ะ สำหรับบัตรควรเติมให้พอดี ๆ นะเพราะแลกเป็นเงินกลับคืนไม่ได้ ไม่มีระบบ Refund

จากนั้นก็ขึ้น BRT ยาวไปลงที่สถานี Vicente de Carvalho เพื่อต่อ Metro ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งลงไปถึงปุ๊บ นึกถึงหนังเรื่อง Fast and Furious ขึ้นมาเลยตอนฉากที่ว่า ที่นี่คือริโอ เดอ จาเนโร 😓 อารมณ์แบบดูเถื่อนขึ้นทันตาจนแบบต้องปล่อยออร่าหน้าไม่เป็นมิตรระวังกระเป๋าอะไรไว้ คือ จุดต่อเป็นเหมือนย่าน Downtown พอแบกเป๋าลากก็จะดูเด่น ก็ค่อย ๆ เดินไปขึ้นเมโทรซึ่งใช้บัตรเดียวกันได้ มุ่งหน้าไปยังเส้น Botafogo ลงที่สถานี Cinelandia เพื่อไปยังโรงแรม 55 Rio ที่จองไว้ ซึ่งแอบช็อคมากคือคนโคตรแน่น แบบขบวนแรกขึ้นไม่ได้ต้องรอขบวนถัดไปเพื่อเบียด สำหรับผู้หญิงถ้ามาให้เดินไปอีกจะมีตู้เฉพาะเลดี้ให้ ใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 1 ชั่วโมงรวมเดินออกจากสถานีไปโรงแรม ในสถานีจะมี Currency Exchange ให้ใช้เรตไม่ค่อยดีแต่ดีกว่าในสนามบินที่จะถูกชาร์จค่านู่นนั่นนี่อีกเยอะมาก ด้วยเวลาที่ค่อนข้างสายแล้ว ตอนนั้นประมาณ 9 โมงกว่าแล้วเลยตัดสินใจเรียก Taxi ไปลงสถานีรถไฟ Corcovado ใช้เวลาซัก 20 กว่านาทีก็มาถึง สำหรับรถ Taxi ให้เรียกใช้รถสีเหลืองคาดแถบฟ้าจะเป็นแบบมิเตอร์ ราคาพอตัวแต่สะดวกดี ส่วนใหญ่คนขับจะเป็นคนแก่ที่เกษียณอายุงานแล้วมาหารายได้เลยสุภาพ ค่ารถจากโรงแรมประมาณ 22 Real 

หลังจากมาถึงก็เดินไปที่สถานี สำหรับตัวรถไฟนี่ต้องจองซื้อตั๋วล่วงหน้าผ่านเว็บ http://www.tremdocorcovado.rio/index-eng.html หรือ ซื้อผ่าน App ก็ได้ โดยจะได้เป็นเลข Reservation Code มา จากนั้นชำระด้วยบัตรเครดิต ช่วงที่ไปเป็นราคาช่วง Low Season อยู่ที่ 62 Real ไม่จำเป็นต้องปรินท์ตั๋วแค่ Cap หน้าจอ Code + เอาบัตรเครดิตที่จ่ายไปยืนยันก็พอ สำหรับเวลาที่จองไปไม่ได้ซีเรียสว่าต้องไปรอบนั้น อย่างครั้งนี้ก็ไปสายกว่าจะต่อคิวยืนยันได้รอบ 10:40 นู่น ก็เลยพักกินน้ำ กินทาร์ตไข่รอ

ซักพักจะเรียก Boarding ให้ไปต่อแถวพอได้ขึ้นแนะนำให้นั่งฝั่งหันหลังกลับเพราะจะเห็นวิวชัด ใช้เวลาประมาณ 20 กว่านาทีก็ขึ้นมาถึงปลายทาง เดินต่อขึ้นอีกนิดหน่อยก็จะถึง Christ of Redeemer คนเยอะพอประมาณก็หามุมถ่ายรูปกันยาว ๆ จนพอใจค่อยมาแวะกินน้ำ นั่งพักตากลมชมวิวจนพอใจหายเหนื่อยค่อยกลับลงมา ซักเที่ยงครึ่งค่อยกลับลงมาด้วยรถไฟเส้นเดิม (แนะนำให้นั่งฝั่งหันหลังเหมือนเดิมเพราะแดดจะไม่ส่อง) ซักประมาณ 13:00 ก็ลงมาถึง จากนั้นก็เรียก Taxi มิเตอร์ที่อยู่ด้านซ้ายของสถานีไปหาด Copacabana จุดมุ่งหมายมี 2 อย่าง คือ 1.กินข้าว 2.เดินหาด ด้วยความที่อยากหาร้านกินแบบบาร์บีคิวสไตล์บราซิเลียน หรือ ที่เรียกว่า Churrascaria ที่ร้าน Churrascaria Palace ที่ได้ติด Trip Advisor รวมกับยังไม่ได้กินมื้อหรู ๆ เลยครั้งนี้ จัดไป!!! Buffet ราคาหัวละ 149 Real + Service Fee ราคาโหดแต่ของก็โหดตามจริง ๆ Buffet Bar ประกอบไปด้วยสารพัดชีสหลากหลายแบบ อาหารทะเลต่าง ๆ ทั้งซาชิมิ หอยนางรมสด หอยแมลงภู่ ซุปทะเล พาร์มาร์แฮม สลัดต่าง ๆ etc. ส่วนของที่มีเสิร์ฟให้บนโต๊ะจะมีขนมปังชีส หัวหอมทอด เฟรนส์ฟราย ข้าว จากนั้นพนักงานก็จะมาทยอย ๆ เสิร์ฟเนื้อย่างต่าง ๆ มีทั้ง หัวใจไก่ ซี่โครงแกะ เนื้อวัวส่วนต่าง ๆ ทั้งคอ ไหล่ ลำตัว สะโพก เนื้อหมู เนื้อแองกัส สเต็กเนื้อ เนื้อลูกวัว เนื้อนกกระจอกเทศ หลากหลายเมนูมากมาย เสิร์ฟต่อเนื่องจนกินไม่หมด แต่พวกนี้มักจะย่างเกลือทำให้หิวน้ำพอสมควรสุดท้ายก็สั่งโค้กไป 4 ขวด ส่วนของหวานไม่รวมกับค่า Buffet เลยขอบาย
 
Christ of Redeemer หรือ กริชตูเรเดงโตร์
Christ of Redeemer หรือ กริชตูเรเดงโตร์
วิวข้างบน
วิวข้างบน


0% นะฮะ

Churrascaria Palace

ชีสทุกแบบ ><
อาหารจัดเต็มมาก
ซูชิ ปลาดิบก็มีนะ
หั่นกันสด ๆ เนื้อนุ่มมาก ๆ
คืออยากรู้เทคนิคการย่างมากอ่ะ ไม่แห้งด้วยนะ
เนื้อแต่ละแบบจะมีซอสที่ให้กินคู่ต่างกันไป

ฉ่ำมากกกกกก ><

หลังจากกินเสร็จก็ออกมาเดินชายหาด Copacabana ยอมรับเลยว่ามีขนาดกว้างใหญ่มากและก็ร้อนมากเช่นกัน ส่วนใหญ่จะเห็นคนนอกอาบแดดกันมากกว่าเล่นน้ำทะเล มีเครื่องดื่มอารมณ์สไตล์คอกเทลขายทั่ว ๆ ไป เดิน ๆ ไปได้ซักครึ่งทางรู้สึกว่าแดดเผาทั้งตัวทั้งจากแดดตรง ๆ กับที่สะท้อนกับเม็ดทรายเลยตัดสินใจพอแล้วดีกว่าเดินไปขึ้น Metro ใกล้ ๆ ไปดูบันไดสี Escadaria Selarón แล้วกลับโรงแรมดีกว่าซึ่งเลือกลงอีกสถานีแทนเพื่อจะได้เดินทางใหม่ ๆ และแน่นอนว่ามีหลงเข้าผิดซอย 😂 ไกลกว่าจนสุดท้ายต้องซื้อน้ำ ซื้อไอศครีมกิน ที่นี่ local จะนิยมขายไอศครีม Acai รสชาติก็โอเคนะ แต่น่าจะกินแก้วเล็ก ๆ พอซัก 200 ml มากกว่านั้นจะเริ่มเลี่ยน สุดท้ายพอเดินมาถึงบันไดที่ว่าก็...อืม....มีสีสันหลากหลายดีแค่นั้นแหละ คือ มันไม่มีอะไรจริง ๆ นอกจากสีและรูป รวมถึงการตกแต่งที่มีศิลปินมาทำไว้ ข้างล่างบันไดจะมีร้านค้าขายของแลวสตรีทอยู่บ้างเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะเห็นนักท่องเที่ยวแวะมาถ่ายรูปแล้วก็ไป
อย่างกว้าง
โคตรร้อนนนนนนนนนนนนนนนน
นั่นฝุ่นหรือควัน?
อยากกินน้ำผลไม้ แต่ใส่แอลกอฮอล์ทั้งนั้น ยอม TwT
ใต้ดินสถานีเค้าดูดีมากอ่ะ เอาจริง

แอบสอยไอศครีม Acai Berry มาชิม
บันไดสี Escadaria Selarón
บันไดสี Escadaria Selarón
บันไดสี Escadaria Selarón

จากนั้นก็แวะไปร้าน
Star Bucks เผื่อว่าจะมีแก้วของริโอแต่เจอของ Sao Paulo แทนเลยไม่ซื้อและแวะร้านสะดวกซื้อ ซื้อน้ำ local มาลองกินดู + ลองไอศครีม Magnum รสชาติของที่นี่หวานคล้ายของไทยแต่แพงกว่า จัดแจงซื้อของอะไรเสร็จก็กลับเข้าโรงแรมพักผ่อนเตรียมเดินทางต่อพรุ่งนี้เช้า

04/10/18 Drop in São Paulo 
เช้านี้ตื่นเร็วหน่อย ออกจากโรงแรมประมาณ 5:30 เรียกแท็กซี่ไปสนามบินประมาณ 60 กว่า Real เผื่ปเวลาไว้ไปหาของกินที่สนามบินแทน (ที่โรงแรมนี้มีข้าวเช้าให้แต่พร้อมตอน 6:30 ซึ่งไม่ทัน) สุดท้ายเนื่องจากเช้ามากร้านเปิดอยู่ไม่เยอะเลยจบลงที่ McDonald ซักประมาณ 7:30 ก็เริ่มบินเดินทางไปยัง São Paulo ประมาณ 2 ชม. ก็มาถึงสนามบิน Terminal 2 แต่เนื่องจากเดี๋ยวต่อเครื่องไปตุรกีดึกวันนี้เลยไปหาจุดฝากกระเป๋าที่ Terminal 3 แทน (มีทางให้เดินแต่ขึ้น Shuffle Bus ได้ไกลมาก) ค่าฝากตู้ละ 40 Real กุญแจถ้าหายเสียค่าปรับ 150 Real!!! ถ้ามาเอาคืนหลังเที่ยงคืนถือว่าชาร์จเพิ่มอีกวัน ฝากเสร็จด้วยความไม่รู้เลยเดินกลับไป Terminal 2 ทั้งที่ตามจริงสามารถขึ้น Shuffle Bus จากตรงนั้นไปสถานีรถไฟได้เลย สถานนีรถไฟที่จะไปต่ออยู่ห่างจากสนามบินพอสมควรแม้จะชื่อว่า Aeroporto ก็ตาม ตอนดูใน Metro Map ในเน็ตจะยังไม่เห็นสาย Jade นี้เพราะเพิ่งเปิดใช้ไม่ได้ (เข้าใจว่าเพิ่งเปิดปี 2018 เพราะมีรูปเริ่มก่อสร้างฐานปี 2015 และพัฒนาการจนถึงปี 2018 ให้ดู) สายนี้จะเป็นรถ Train บนดิน ระยะห่างแต่ละสถานีไกลพอสมควรคล้ายกับ ARL บ้านเรา เป้าหมายของเราที่แรกคือ São Joaquim ซึ่งมีโบสถ์เก่าแก่ชื่อ Catedral Metrodista de São Paulo กับร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่แถบนั้นทั้งย่าน เลยตัดสินใจแวะไปดูโบสถ์ก่อนกินข้าวกลางวันที่นั่น โดยเราจะต่อรถตามนี้
Aeroporto -> Engenheiro Goalart ของ Jade Line
Engengeiro Goalart -> Brás ของ Saifra Line (Line 12 สีน้ำเงิน)
Brás -> Sé ของ Coral Line (Line 11 สีแดง) สังเกตปลายทางไป Palmeras Barra Funda
Sé -> São Joaquim ของ Azul Line (Line 1 สีน้ำเงิน) สังเกตปลายทางไป Jabaquara

จากนั้นพอขึ้นก็มาเดินย้อนขึ้นไปทางสถานี ประมาณ 300-400 เมตรจะเจอทั้งโบสถ์และโซนร้านอาหารญี่ปุ่น เลือกกินได้ตามชอบแต่แนะนำว่าพวกร้านราเมนจะเซฟสุด เพราะที่ไปลองกินข้าวหน้ามากุโรดิบ และก็พบว่านอกจากใส่ มากุโร่สับดิบ วาซาบิ ไข่ดิบแล้ว ยังให้นัตโตะด้วย!!! ซึ่ง....ไม่เข้ากัน ไม่เข้ากันอย่างมาก!!! TmT แถมอย่างแพง 70 Real ประมาณ 560 บาท Orz ส่วนราเมนถ้าสั่งแนะนำให้เป็นพวกมิโซะราเมน หรือ ชิโอะราเมน ถ้าโชยุราเมนจะเค็มโดดไป หรือจะลองพวกข้าวราดแกงกะหรี่ดูก็ได้นะ แต่ส่วนตัวไม่ทันได้ลองเพราะตอนย้อนกลับมา 5 โมงกว่าร้านปิดไปแล้ว เลยได้กินอีกร้านเป็นอาหารญี่ปุ่นสไตล์จีนไทเป คือพวกผักเขียงกลายเป็นถั่วงอกดองแทนพวกต้นหอม
 
มันแค่หน้าตาเหมือนราเมน!
เรือดูหรูแต่รสชาติเราว่าไม่น่าได้ -0-
หึหึ จะร้องไห้ ให้อารมณ์เจอของก็อปที่หน้าตาเหมือนอย่างเดียวอ่ะ
ข้าวหน้ามากุโร่สับที่มีนัตโตะใส่มาด้วยพร้อมไข่ดิบ รสชาติปลาฉันหายหมด TT

หลังจากกินเสร็จเนื่องจากอากาศเย็นกำลังดีใส่เสื้อกันหนาวหรือกันลมตัวเดียวก็อยู่เลยตัดสินใจเดินเล่นไปเรื่อย ๆ ไปทางสถานี ซึ่งมีโบสถ์ Catedral da Sé ซึ่งเป็นโบสถ์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง พอทัศนา ถ่ายรูปเสร็จ ก็ออกไปเดินเล่นย่านคนเดินทางฝั่งซ้ายของโบสถ์เรื่อย ๆ จะมี shopping mall อยู่ให้พอเดินเล่นดูอาหาร ข้าวของได้บ้าง มีพวกร้านช็อคโกแลตแต่นอกจาก Soft Cream พวกช็อคโกแลตชิมแล้วหวานเกินไปหน่อยเลยไม่ซื้อกลับมา พอเดินเรื่อย ๆ จนถึงเย็นว่าจะกลับไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นแต่ก็ปิดตามที่ว่าสุดท้ายเลยกลับสนามบินด้วย Route เดิม แต่พอช่วง 6 โมงเย็นที่สถานี คนแน่นมาก ๆ มากเกินกว่าที่คาดไว้ คือ ต้องรอประมาณ 10 ขบวนได้กว่าจะได้ขึ้น
ส่วน Route และปลายทางตามนี้
 
ภายใน Catedral da Sé
ภายใน Catedral da Sé
ภายใน Catedral da Sé
ภายใน Catedral da Sé
ภายใน Catedral da Sé
Catedral da Sé

สมเป็นเมืองคนออฟฟิศ

São Joaquim -> Sé  ของ Azul Line (Line 1 สีน้ำเงิน) สังเกตปลายทางไป Tucuruvi
Sé -> Brás ของ Vermelha (Line 3 สีแดง) สังเกตปลายทางไป Corinthlans
Brás -> Engengeiro Goalart ของ Saifra Line (สีน้ำเงิน) สังเกตปลายทาง Calmon Vlanda (ตรงนี้ต้องระวังอย่าไปสายสีแดงเพราะจะไม่ผ่านสถานีที่จะต่อไปสนามบิน
Engenheiro Goalart -> Aeroporto ของ Jade Line


สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถไฟนั้นราคาเดียวตลอดสายที่ 4 Real ต่อคนไม่ว่าลงป้ายไหน ตอนซื้อตั๋วที่ Ticket Office บอกแค่จำนวนคนก็พอ ระวังบางทีอาจมีพวกดักขายตั๋วราคาต่ำกว่าที่ 2 Real ซึ่งเห็นมีคนซื้อแต่ก็ไม่รู้ว่าเอามาจากไหนแล้วใช้ได้หมดไหม ส่วนการใช้หลังจลกสอดตั๋วเข้าไปไม่ต้องรอรับตั๋ว หลังจากนั้นจะออกก็แค่ผ่านจุด Saida (Exit) เท่านั้น ถึงจะต้องซื้อตั๋วใหม่ถ้ายังอยู่ในระบบจะไปไหนก็ได้
ชั่วโมงเร่งด่วนคนเยอะมาก
แน่นเอี๊ยดดดดดด
พอกลับมาถึงสนามบินก็นั่ง Shuffle Bus ไป Terminal 3 เอากระเป๋าที่ฝากไว้เข้า Gate เห็นร้านถั่วเคลือบน้ำตาลดูน่าซื้อเลยจัดมาเป็นของฝากซะ มีอ่านในเว็บแนะนำเวเฟอร์ Biss แต่ชิมแล้วรสชาติไม่ต่างกับปักกิ่งบ้านเราเลยปล่อยไป รอขึ้นเครื่องตอนตี 2 กว่าเพื่อเดินทางไปยัง Istanbul, Turkey เป็นอันจบวัน

05/10/10 Take a rest in Istanbul
สำหรับวันนี้คือวันเดินทาง+พักผ่อนโดยแท้ โดยเริ่มมื้อเช้าบนเครื่องบินเป็นออมเล็ต เห็ดฟาง ตอนตี 4 ครึ่ง ตามมาด้วย ข้าวกลางวันจองเป็นข้าวสตูว์เนื้อไว้ตอนบ่ายโมง ก่อนนอนยาว ดูหนัง พักผ่อนตามอัธยาศัยมาถึงที่ตุรกีอีกทีประมาณ 3 ทุ่มครึ่งตุรกี (บ่าย 3 ครึ่งของบราซิล รวมเดินทางประมาณ 13 ชม. กว่า ไม่รวมดิฟจากการข้ามเขตเวลาอีก 6 ชม.) พอมาถึงก็ไปรอขึ้นรถที่ป้าย Shuffle Bus ของโรงแรม Elite World Business Hotel ที่จองโรงแรมนี้เพราะอยู่ใกล้กับสนามบิน มีข้าวเช้าและรถรับ-ส่งฟรี ตามเวลา รอขึ้นรอบ 22:30 แล้วก็จัดการเช็คอิน ข้าวเย็นลองนิชชินบราซิลที่หนุ่มอินเดียให้มาเป็นรสไก่เผ็ด ๆ น้ำซุปแซ่บแบบอ่อน ๆ กำลังดี จากนั้นก็อาบน้ำ นอนพักผ่อนตามอัธยาศัย จบไปอีกวัน
คนอังกฤษให้มาตอนอะเมซอน รสชาติอร่อยดี
ที่พักดี ๆ ที่แสนคิดถึง
ที่พักดี ๆ ที่แสนคิดถึง

06/10/18 Come back to Phuket, Thailand
กว่าจะตื่นไป ๆ มา ๆ ก็ 9 โมง ทำอะไรเสร็จลงมากินข้าวก็ 9:30 กับข้าวหลากหลายดีและแน่นอนใครเป็นสายชีสนี่รักตายเลย อุดมไปด้วยชีสนานาชนิดให้ได้ลิ้มลอง มีผลฟิกตุรกีให้กิน ส่วนที่อร่อยที่สุดขอให้กับโยเกิร์ตรสชาตินุ่มละมุนลิ้นมาก ๆ 😍
 
อาหารเช้าอลังมาก
อาหารเช้าอลังมาก
อาหารเช้าอลังมาก



พอ 10:00 ก็ขึ้นรถไปส่งสนามบิน จัดแจงดูของฝากอะไรเสร็จก็กินข้าวอีกทีก่อนขึ้นเครื่องตอนเที่ยง มื้อนี้จัดไก่ทอดถังของ Pop Eye ไก่นุ่มกรอบดี ส่วนเฟรนส์ฟรายกับขนมปังที่มีมาด้วย...ช่างมันเถอะ ถ้าจะซื้อน้ำเปล่าเพิ่มที่นี่ไปซื้อตามตู้กดจะถูกกว่าที่ 3.5 รีลา แต่ถ้าซื้อใน Food Court พุ่งไปถึง 8 รีลา กินข้าวเลร็จก็ไปรอขึ้นเครื่องรอบ 14:25 เพื่อกลับภูเก็ต

สำหรับของว่างของ Turkish Airline จะเป็นถั่วลิสง น้ำที่มีพิเศษได้แก่ Sour Cherry กับ Homemade Lemonade with fresh mint
Homemade Lemonade
เวลาประมาณ 16:30 ก็เริ่มเสิร์ฟอาหารชุดแรกมีให้เลือกระหว่าง Minced Beef กับ Pasta พวก Side Dish เป็นมันบด สลัดน้ำมันโอลีฟ มูสกาแฟ ลืมบอกสำหรับพวกน้ำใครชอบน้ำผลไม้เย็น ๆ ขอ with ice ได้นะ รสชาติจะเย็นชื่นใจขึ้นเยอะ จากนั้นก็ดูหนัง อ่านหนังสือ นอนหลับพักผ่อนจนแลนดิ้งอย่างปลอดภัยที่ภูเก็ต ในเช้าวันที่ 07/10/18 แล้วรอต่อเครื่องกลับกรุงเทพมหานครเป็นอันจบทริปในครั้งนี้
Minced Beef กับ Pasta