วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562

Brazil Trip 2018: เมื่อเด็กกรุงอยากเข้าป่าอะเมซอน (Part II: Amazonas ปิรันย่าจ๋าข้ามาแล้ว)


30/09/18 To South America, Brazil, São Paulo
ตื่นมาทำอะไรเสร็จ เช็คเอาท์พร้อมกินข้าว ชอบมื้อเช้าที่นี่ตรงมีทั้งซีเรียล สลัด และชีสหลากหลายแบบมาก ๆ (คอชีสอย่างฟิน 😍) พอ 7:00 นิด ๆ ก็ออกไปขึ้นรถกลับไปสนามบิน ไปขึ้นเครื่องสู่ เซา เปาโล รอบ 9:40 สู่สนามบิน Governador
 
ของแต่ละอย่างอร่อยโฮก
วิวยามรุ่งอรุณ
ฝากเนื้อฝากตัวด้วยคุณ Turkish



หลังจากขึ้นเครื่อง ประมาณ 11:30 มื้อกลางวันก็มาเสิร์ฟ เป็นปลาเนื้อขาวห่อกระดาษอบกับผัก (เรียกไม่ถูก 😅) ก็โอเคดี แต่แอบกินยากนิดหน่อยตรงกระดาษสีขาว เผลอเคี้ยวไปนิด 😂 พวกไซด์เป็นสลัด ขนมปัง กับ พุดดิ้งมะม่วง อันนี้ชอบมาก หอม อร่อยดี
 
เมนูอาหาร
โฮมเมดเลมอนเนดเค้าสดชื่นมาก คือไม่สั่งตอนขึ้นเครื่องตอนหลังหมดอดกินอ่ะ
วิวสวย ๆ จ้า เมืองเป้นระเบียบดีจัง
มื้อกลางวัน ชอบพุดดิ้งมาก



จากนั้นก็เข้าลูปเดิมนั่ง ๆ นอน ๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง เข้าห้องน้ำ หิวก็ไปขอขนมปัง กับ น้ำกินเพิ่ม จนมาถึงช่วง 2 ทุ่มตุรกี ก็ได้เวลา Dinner มื้อนี้เป็น Grilled Fillet of Salmon 😍 แซลมอนย่าง กับ ผัก และมันบดอย่างหอม นวล อร่อย พวกไซด์เป็นถั่วแระฝรั่งเศสในน้ำมันมะกอก ของหวานเป็น Chocolate Mousse ท็อปด้วย Caramelized fig นี่ก็อร่อย ชอบ ๆ ไม่หวานไป ตบท้ายด้วยชาร้อน ๆ ดูหนังเพลิน ๆ ต่อ จนในที่สุด ประมาณ 23:30 ตุรกี (17:30 บราซิล ดิฟกัน -6 ชม.) ก็มาถึงสนามบิน ออกมา ผ่าน ตม. แลกตังค์ ทำไรเสร็จก็ 6 โมงครึ่งได้ Rate ที่นี่แย่มาก 100 USD ควรจะได้ 400 Real ปรากฏนอกจาก Rate แย่ยังถูกหักค่าภาษีไรอีก ไป ๆ มา ๆ เหลือ 300 Real แค่แลกตังค์ก็เสียไปแล้ว 800 กว่าบาท TT

จากนั้นก็รอขึ้นเครื่องต่อไปยัง Manaus Airport, Amazonas ตอน 21:20 ด้วยสารการบิน LATAM
(มีเน็ตฟรีให้ใช้ได้ 1 ชม. x 2 ครั้ง)
 
LATAM Airline
01/10/18 Adventure in Amazon
เดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ก็มาถึงสนามบิน Manaus เป็นการเดินทางที่หนาวที่สุด คือ แอร์เปิดเย็นมากจนต้องเอาเสื้อกันหนาวมาใส่ (ก็ยังนอนสั่นอยู่ดี) เสร็จแล้วก็ออกมา นอนรอ หาของกิน ล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนชุด (มีเน็ตฟรีให้ใช้ 1 ชม.) เตรียมไปป่าอะเมซอนตอน 7 โมง
 
บรรยากาศตอนมาถึง ร้านเริ่มจะปิดหมดละ
อาหารประจำบ้านเค้า ข้าว มันฝรั่งทอด ถั่วต้ม แป้งทั้งนั้น!
นอนรอจนเช้าเอาจนพนักงานทำความสะอาดมองกดดันอ่ะ
นั่งรอ รอแบบ เฮ้ย ไม่เห็นมารับตามเวลาเลย

หลังจากออกมาก็มีคนทารับพาไปป่าอะเมซอน โดยจะเข้าไปเก็บของที่พักก่อนแล้วค่อยออกเดินทางตามทริป

เดินทางไปยังป่าอะเมซอน
รถมา 7:20 ตอนแรกแอบหวั่น จะมารับป่ะหว๊า สนามบินอย่างเงียบเลย พอมารับก็ไปรอคนร่วมทัวร์มาสมทบที่โรงแรม ได้ออกจริง ๆ ก็ 8 โมงกว่า เค้าบอกใช้เวลา 1:15 ชม. ไปหมู่บ้านเล็ก ๆ ก่อนนั่งเรือต่อไปยัง Lodge ค่าใช้จ่าย 300 USD (หัวละ 150 USD)

ครั้งนี้มีคู่ ชาย หญิง ชาวเยอรมันร่วมทริปด้วย
รถพาแวะ 2 จุด จุดแรกมีของชำขาย ส่วนอีกจุดเป็นร้านละดวกซื้อ ที่มีให้ซื้อก็พวกน้ำขวดล่ะ เพื่อเอาไปกรอกน้ำแร่ที่พักตอนไปเดินป่า

ตลอด Local
อารมณ์ตลาดนัดแต่ดูเงียบเหงามาก คือ ชนบทเลย

บ้านเรารสชาติดีกว่าแยะ
น้ำอัดลมนี่เซฟสุดแล้ว
เค้าบอกว่าช่วง High Season คนเยอะนะ แต่นี่ร้างเลย
หืมมม พาเราไปถึงใช่ไม๊ จะโดนอะไรงาบไปก่อนไม๊
ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออก
กลับหลังไมไ่ด้แล้ว หันไปทางไหนก็มีแต่ป่าและแม่น้ำ(?) ใหญ่ไปที่จะเรียกว่าแค่แม่น้ำอ่ะเอาจริง
ห้องนอนดูร้าย ๆ แต่มีแอร์ มีห้องน้ำก็พอแล้ว
ห้องน้ำมีแยกพื้นที่แห้ง-เปียยกนะเอ้อ
เวิ้งว้าง



หลังจากถึงหมู่บ้านประมาณ 9:40 ก็นั่งเรือต่ออีกประมาณ 20-30 นาทีก็มาถึงที่พัก ครั้งนี้ใช้บริการของ Anaconda Lodge สำหรับที่พักมีแอร์ มีเตียง ห้องน้ำไนตัวก็โอเคนะ แต่จะเหมือนพวกเขื่อนคือกลางวันไม่เปิดไฟ ก็เก็บของปล่อยชิล นอนเล่น จิ๊กล้วย ส้ม มะม่วงหิมพานต์กิน รอจนถึงเที่ยงก็ได้เวลาอาหารกลางวัน 
 
มะม่วงหิมพานต์ใหญ่และสดมาก
นอนรอแดดร่ม
ออกเคลื่อนตัวได่้
เอาจริงไม่รู้จะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์บ้างเลยนะ



มื้อกลางวันมีไก่ย่างทั้งตัว รสชาติแห้งบ้าง แฉขบ้างจ้า กินได้แหละ มีข้าวผัดกับสปาเก็ตตี้ มีแครอท บีทรูท ต้ม ที่สด อร่อยมาก ไข่ต้มก็ทั่วไป ผลไม้มีแตงโม กล้วย ส้ม กินเสร็จก็ปล่อยชิลต่อ ช่วงกลางวันอยู่ ๆ ก็มีแขกโผล่มาให้พรึ่บ แบบนี่อยู่ในห้องกันมาตลอดหรอ 🤔 แต่ตามจริงแค่กลับมาจากที่ไหนซักแห่งแหละ หลังจากทานมื้อกลางวันเสร็จก็พักผ่อน รอให้แดดร่ม ๆ หน่อย ประมาณบ่าย 3 ครึ่งค่อยออกไปสองสัตว์ ตกปลาปิรันย่า กับ ดูจระเข้

ก็ค่อย ๆ เริ่มนั่งล่องเรือออกไป จุดนี้เรือไม่มีร่มให้ควรเอาหมวกไปด้วยกับอย่าลืมยากันยุงเพราะจะอยู่ถึงพระอาทิตย์ตกดิน ยุงเริ่มจะมา

ล่องไปได้ซักครึ่ง ชม. ก็เจอฝูงลิงออกหากินบนต้นไม้ใหญ่ เป็นลิงพันธุ์ตัวเล็ก ๆ สีสันสดสันหน่อย ๆ แอบคล้ายค่างห้าสี ดู ๆ ไปสักพักก็ค่อยเดินทางไปตกปลาปิรันย่าต่อที่แหล่ง ห่างไปไม่ไกลกันมากซักครึ่ง ชม.ได้ ก็นั่งตกกันตั้งแต่ 4 โมง ยัน 5 โมงครึ่ง มีพยายามเปลี่ยนจุดด้วยนะ โดยวิธีตกจะใช้เบ็ดไม้ไผ่เกี่ยวตะขอโดยใช้เหยื่อเป็นเนื้อไก่สด หย่อนเบ็ดลงไปลึก ๆ หน่อย พอกระตุกก็ดูจังหวะค่อย ๆ ดึง สรุปบรรยายไปมีแค่พี่ร่วมทริปตกได้ 1 ตัว กับไกด์ท้องถิ่นตกโชว์ให้ดูได้อีก 2 ตัว เจอพันธุ์ท้องแดงที่ว่าดุ ๆ ตกยาก ตัวหนึ่งพอดี เลยจับมาถ่ายรูปซะ 🤣 เห็นเค้าบอกว่าเนื้อรสชาติอร่อยแต่ก็ไม่มีโอกาสได้กินอ่านะ เค้าพามาตกแล้วก็ปล่อย



เดอะ ปิรันย่า
ดูฟันอันแหลมคมนั้นสิเธอ
อาทิตย์ตกดินแล้ว



หลังจากนั้นก็นั่งเรือไปต่อยังจุดดูจระเข้อัลลิเกเตอร์ เป็นจระเข้หางแบนพันธุ์ตัวไม่ใหญ่ ซัก 40 นาทีก็มาถึงแหล่งคล้าย ๆ แอ่งน้ำตื้น ตอนแรก ๆ ส่องไฟเจอดวงตาด้วย ชัดเจนมากน่าจะเป็นตัวเต็มวัย ซักพักหนึ่งไกด์ก็ค่อย ๆ พายเรือเงียบ ๆ เข้าไปจับเบบี๋สาวน้อยมาให้ดูตัวหนึ่ง น่ารักดีตาดูบ้องแบ๊ว ใส ๆ จับเบา ๆ มีดิ้นบ้างเล็กน้อย ตัวนุ่ม ๆ (คร่าวนี้เล่นมุกว่าอร่อยไม๊ ไกด์บอกปล่อยมันไปเถอะ 😂) จากนั้นก็นั่งเรือกลับที่พักใช้เวลาประมาณครึ่ง ชม. ขากลับข้างกำแพงห้องเจอลูกแมงมุมทารันทูล่าด้วย ตัวบักเข่งเลยนี่ขนาดแค่ลูกนะ 

 
นู๋อัลลิเกเตอร์ตัวน้อย น่ารัก ><
ทารันทูล่าป่าของของจริง!


กลับมาก็ล้างหน้าล้างตา พักผ่อน รอมื้อเย็นตอนทุ่มนึง ที่นี่ไฟฟ้าเปิดให้ใช้ 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า มื้อเย็นวันนี้เป็นสปาเก็ตตี้กับเนื้อบด ซึ่งรสชาติโคตรเค็ม -...-“ แต่ก็กินได้แหละ ผลไม้นอกจากส้มกับกล้วยยืนพื้นก็มีสับปะรด ซึ่งเนื้อฉ่ำดีนะแต่รสชาติติดทางจืดหน่อย ไร้ความเปรี้ยวไว้กินดับกระหายอย่างเดียว หลังทานข้าวเสร็จก็กลับมาอาบน้ำพักผ่อนเตรียมลุยป่าวันพรุ่งนี้ต่อไป
เค็มจ้าาาาา
น้ำอัดลมประจำชาติบ้านเค้า
02/10/18 Jungle Trip and Go to Rio De Janeiro
จากที่เจ้ชาวเยอรมันที่มาด้วยถามหาว่าไม่มีดู Pink Dolphin หรอ เพราะเมื่อวานมัวแต่ตกปลาปิรันย่ากันเวลาเลยไม่พอ วันนี้เลยเปลี่ยนจากเดินป่าเป็นไปเยี่ยมชนเผ่าพื้นเมืองและไปว่ายน้ำกับโลมาสีชมพูแทน 

มื้อเช้าตอน 7 โมง เป็น ไข่ขน ผัดไส้กรอก มีกาแฟ โอวัลติน น้ำร้อน ผลไม้เป็นแตงโม กล้วย ส้ม
มี Tropical Drink เป็นน้ำมะม่วงหิมพานต์กับน้ำฝรั่งชมพู แล้วก็มีต๊อปปิยอก้า อารมณ์เป็นแป้งส่วนไส้ตรงกลางคล้าย ๆ ชีส แป้งจะเหนียว ๆ หน่อย ส่วนไส้ตรงกลางก็เค็ม ๆ อ่อน ๆ

หลังกินข้าวเสร็จ 8:30 ก็เริ่มเดินทางไปหาชนเผ่าพื้นเมือง ก่อนจะไปพี่อังกฤษเชื้อสายอินเดียให้นิชชินมา เพราะบอกรสชาติไม่ถูกปาก นี่แอบสงสัยว่ารสชาติจะเป็นไง เผ็ดไหม เห็นมีรูปพริก ไว้ลองละจะมาอัพเดทอีกที ระหว่างล่องเรือป๊ะกับโลมาสีเทา ซึ่งจะม่องใกล้ ๆ ยากหน่อย ค่อยข้างขี้อาย ซักครึ่ง ชม. ก็เดินทางมาถึง มาถึงปุ๊บมีนกมาต้อนรับทำรังอยู่ข้างบนสีสันสวยงามเหลืองตัดฟ้าอยู่กันเป็นคู่ พอมาถึงปุ๊บ Fabio ก็พาเดินดูต้นไม้พร้อมอธิบายว่าอะไรใช้ทำอะไรบ้าง ใช้บูชาเทพบ้าง ใช้ทาแต้มสี เป็นยาบ้าง สำหรับเทพที่ชนเผ่าบูชามีพระอาทิตย์ พระจันทร์ โลมา และอนาคอนด้า ส่วนปิรันย่าการพกฟันไว้ถือว่าไช้คุ้มครองปกป้องเพราะมันกินทุกอย่างไม่เลือก หลังจากอธิบายเลร็จก็พาไปเดินดูซุ่มอาหาร ชาวบ้านกำลังเผาปลาดุกกับปลากระเบนอยู่พอดี ตัวอย่างเบิ้ม แต่เสียดายไม่มีโอกาสได้ชิม

ชักภาพร่วมกับชนเผ่า
ถัดมาเป็นพวกอาหารแห้งมีแป้งที่กินเมื่อเช้า ปลาปิราควีนหยอง มดคั่วแห้ง ๆ มัน ๆ อร่อยดี สุดท้ายคล้าย ๆ ชีสหรือข้ทวคั่วแห้ง ๆ แข็ง ๆ ไม่มีรสชาติ
จากนั้นก็พามาเดินดูของฝากที่น่าสนใจคือหน้ากากที่ประกอบด้วยฟันปลาปิรันย่ากับเกล็ดอนาคอนด้าแต่วาคาก็แพงไป 130 Real เลยซื้อแค่กำไลข้อมือพอ จากนั้นชนเผ่าก็จะแสดงการแสดงพื้นเมืองต่าง ๆ จนเซ็ตสุดท้ายจะมาชวนให้เราเต้นด้วยรอบ ๆ หมู่บ้าน เสร็จปุ๊บก็ให้ทิปกันไป หลังจากนั้นก็กลับออกมาไปส่งที่เล่นกับโลมาสีชมพู โดยจะเป็นจุดเล่นที่มีทุ่นกันพวกปิรันย่าไรไว้ เราก็จะเปลี่ยนชุดว่ายน้ำใส่ชูชีพลงน้ำไปจะมีคนให้ปลาล่อโลมามา พวกโลมาที่หิวปลาก็จะว่ายมาหาตอนดูในน้ำสะท้อนเป็นสีชมพูอร่าม แต่พอโผล่ขึ้นมาก็ไม่ได้ชมพูเท่าไรนะ ตัวจะนุ่ม ๆ ลื่น ๆ หน่อย ที่เห็นมีรอยต่าง ๆ คือเป็นรอยต่อสู้กันเองบ้าง สู้กับอย่างอื่นบ้าง หลังจากให้อาหารปลาหมดก็อันตรธานจากไป เล่นน้าสักพักก็ขึ้นมาซื้อน้ำกิน ลองน้ำมะพร้าวของที่นี่ก็คิดว่าของเราแหละเด็ดสุดละ 😂 ส่วนตัวเนื้อให้พี่เยอรมันแกไปเฉาะกินตามสบายเลย
Pink Dolphin
จากนั้นก็กลับมา อาบน้ำ รอกินข้าวเที่ยงตอน 12:30 มื้อเที่ยงวันนี้เป็นปลาย่าง 2.พันธุ์ คือ 
tucunare กับ tambaqui รสชาติก็ปลาน่ะแหละ ย่างมาหอม ๆ อร่อยดี แล้วก็มีพวกข้าวกับสปาเก็ตตี้ซอสถั่ว แครอท บีทรูท มัน และไข่ต้ม 
หลังกินเสร็จก็แลกคอนแทคกับพี่ชาวเยอรมันกับหนุ่มอินเดียในลอนดอน จากนั้นก็กลับมาเก็บของ
 
ปลาย่างก็กินได้
ประมาณบ่าย 2 ก็กลับไปสนามบิน ส่วนหนึ่งมีเดินทางเข้าเมืองไปเที่ยวต่อ มีพวกเรา 2 คน กับ แหม่มเยอรมันอีก 2 คนไปสนามบิน ของเราเตรียมไปริโอ ส่วนอีก 2 แหม่ม เตรียมไปทางตอนเหนือของบราซิลต่อ เดินทางกลับเข้าฝั่งครึ่ง ชม. + นั่งรถไปสนามบินอีก ชม. ประมาณ. บ่าย 3 โมงครึ่งก็มาถึงซึ่งด้วยความที่ว่ากว่าจะบินอีกทีตี 1 กว่า มองหาร้านข้าว+ที่พัก ไป ๆ มา ๆ ก็เจอว่า เฮ้ย มี Accommodation ด้วยนะ  เลยตัดสินใจไปมองหาราคา ด้วยความที่เค้าพูดอังกฤษไม่ได้ก็ภาษามือกับอากู๋บ้าง สุดท้ายพาไปดูห้อง เลยเลือกใช้บริการแบบห้องพักรวม+wifi เป็นที่นั่งเบาะนุ่ม ๆ มีตมอน ผ้าห่ม มีน้ำเปล่า เยลลี่แท่ง กับ ห้องน้ำให้อาบได้ เลยเลือกใช้บริการแบบ 6 ชม. ราคา 90 Real
 
เรือขากลับ กลับกันเยอะเรือใหญ่ไม่กลัวเมา XD
เอาจริงมีใช้กันนอยู่แค่ 2 คน กินเยลลี่กะนน้ำเพลินอ่ะ ราคาโอเค เน็ตแรง นอนสบาย



ก็นั่งเล่น นอนเล่นกันไป พอถึงเวลาใกล้ ๆ ก็ไปอาบน้ำ ซัก 4 ทุ่มกว่าก็ออกมาไปหาข้าวกิน สุดท้ายจบที่ Subway นี่ก็พูดอังกฤษไม่ได้ ชี้ของ ชี้ราคากันไป แอบแปลกใจที่น้ำอัดลมไม่มีน้ำแข็งให้แต่ตัวน้ำก็เย็นดี เลยรู้สึกว่าได้เยอะ 😅

จากนั้นก็รอขึ้นเครื่องของสายการบิน GOL ไปริโอ สภาพหน้าตาด้านในแบบพวกนกแอร์เป๊ะ เป็นอันจบทริปอะเมซอนไนวันนี้ลง

Brazil Trip 2018: เมื่อเด็กกรุงอยากเข้าป่าอะเมซอน (Part I: Prelude)





28/09/18 The Journey Begins
มาถึงอีกทริปหนึ่งที่จะเป็นทริปที่เดินทางไกลและยาวนานที่สุดในชีวิต นั่นก็คือ การเดินทางสู่ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ “บราซิล”

ที่มาของทริปนี้ ง่าย ๆ เลย คือ ตั๋วถูกหลุดโปรมา 😂
ทริปนี้เดินทางไปบราซิลผ่านสายการบิน Turkish Airline ต่อเครื่องที่ตุรกีด้วยราคาไปกลับเพียงประมาณ 23,XXX บาท ถึงแม้ว่าจะขึ้นเครื่องที่ภูเก็ตก็ตาม แต่รวมค่าตั๋ว กรุงเทพ - ภูเก็ต ไปกลับ ก็ยังถูกอยู่ดี

ว่าแล้วก็มาเริ่มเนื้อหาการเดินทางกันต่อดีกว่า

วันแรกคือการเดินทางสู่สนามบินภูเก็ต
ตอนสรกแพลนไว้ว่าวันศุกร์ตอน 2 ทุ่ม เดินทางไปถึงค่ำนิด ๆ นอนโรงแรมติดสนามบินละตี 5 ไปขึ้นเครื่องชิล ๆ ที่ไหนได้.....เครื่องดีเลย์จ้า Vietjet Air ทำพิษ รอไป 3 ชม. กับคูปองอาหาร 150 บาท (ชม. ละ 50 บาท) กว่าจะได้ขึ้นเครื่อง 5 ทุ่มกว่า ๆ ไปถึงก็เกือบตี 1 พีคไปอีกขั้น คือ พอเดินออกมาปรากฏว่าซอยแถบที่ตั้งโรงแรมไฟดับ!!! แต่คือตอนนั้นก็ไม่รู้นะว่าไฟดับก็เดินเปิดไฟฉายมือถือลากกระเป๋าไปพร้อมคิดในใจ แม่มทำไมมืดงี้วะเนี่ย ไม่มีไฟข้างทางเลยรึไง มอไซด์ขับผ่านแถมชะลอเราก็แบบ เฮ้ย จะขโมย ปล้นไรป่าววะ พอใกล้ถึงข้าง ๆ โรงแรมละ เอ๊า มีเสียงหมาเห่าใส่อย่างดุเลย ละมันอยู่ไหนหนิ๊ ออกมาไม่ได้ใช่มะ มองไม่เห็นเว่ย ก็เดินมาเสร็จ...โรงแรมภายนอกดูสวยนะ แต่ทำไมเงียบจัง ไฟไม่เปิดอีก (ยังไม่รู้ตัวว่าไฟดับ) ก็เดินเข้าไปประตูหน้าเปิดค้างไว้ ไฟปิด มืดตื๋อ ฟรอนท์ไม่มีคน....หยั่งกะโรงแรมร้าง เราก็พยายามเปิดไฟฉายส่องคลำทางหาลิฟท์ เพราะอยู่ชั้น 3 ส่องไป ฟรึ่บ!! เฮ้ย อะไรแว่บ ๆ ตะกี๊ ดูอีกที เอ๊า น้องเหมียวสามสีน่ะเอง มีปลอกคอด้วยที่นี่เลี้ยงแหง่ม นั่งทักทายไปสักแป๊บเดินหาลิฟท์ต่อ เอ๊า ปิด เดินขึ้นก็ได้พอถึงห้องปุ๊บ ถึงเพิ่งรู้จากพี่ที่ไปด้วยกันว่าไฟดับ 😓


สรุปคือไฟดับไปประมาณ 10 กว่านาที ตอนมาถึงพอดี เลยได้เดินฝ่าความมืดเข้ามา ได้เดินลากเป๋าขึ้นบันได (ดีนะที่ไม่ดับตอนขึ้นลิฟท์) ซักพักไฟก็มาสรุปกว่าจะได้นอนตี 1 ครึ่งได้ ตี 2 กว่า ๆ ตื่น อาบน้ำเตรียมออกต่อ Orz ยังไม่ได้นอนเลยเฟ้ยยยยยยย ทริปนี้จะเป็นไงต่อหนิ๊ ลางตั้งเค้ามาไม่ดีเลยแฮะ แต่ที่ช่วยเยียวยาจิตใจได้คือโรงแรมนี้มีน้องเหมียวอยู่ 4 ตัว ก็ได้เล่นเพลิน ๆ สรุปเป็นแมวของเจ้ที่ดูแลกะกลางคืนก็คุยฟิน ๆ ตามประสาทาสแมวกันไปจนขับรถมาส่งถึงสนามบิน

ค่ำคืนแรกมาแวะสนามบินภูเก็ตก่อน
สบายไปไม๊เธอ
นู๋จ๋าตาอยู่ไหนลูก

29/09/18 To Istanbul and Enjoy Walking
หลังจากนอนรอจนได้ Take Off 5:50 ก็ส่องว่ามีเมนูอะไรบ้าง ที่น่าสนใจคือเครื่องดื่มจะมี Sour Cherry ส่วนเมนูอาหารข้ามไปเพราะจองไว้เป็น Seafood ประมาณ 7:00 มื้อเช้าก็มาเสิร์ฟ เป็นออมเล็ท มันฝรั่ง กับเห็ดฟาง พวก Side Dish มีสลัด ขนมปัง และผลไม้ และแน่นอนเครื่องดื่มจัดเป็น Sour Cherry เปรี้ยว ๆ ดี
 
วิวขาไปเริ่มต้นวันเดินทาง ><
เมนูของ Turkish Airline
เครื่องดื่มขึ้นชื่อคือ Sour Cherry สายชอบของเปรี้ยวห้ามพลาด
มื้อแรกของการเดินทางขออ่อน ๆ เซฟก่อน



ถัดมาประมาณ 14:00 ตามเวลาไทย (ประมาณ 10:00 ตามเวลาตุรกี) ก็เสิร์ฟมื้อกลางวัน Side Dish เหมือนเดิม ส่วนตัวเมนูเป็นข้าวกับกุ้งผัดซอสเครื่องแกงอ่อน ๆ กินได้แหละ แต่ไม่อิ่ม -0-
มื้อกลางวัน
ในระหว่างนี้มีเรื่องให้แอบหวาดเสียวคือจู่ ๆ ขณะนอนอยู่ก็ได้ยินเสีย Stewart พูดดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ‘Sir, do you hear me?’ เป็นการเรียกผู้ชายวัยกลางคนที่นั่งแถวหน้าไปอีก 2 ที่ จนต้องเรียกหมอบนเครื่องบินมาดูอาการ (มีหมอ 2 คนที่มาดู คนหนึ่งเป็นศัลยแพทย์ ส่วนอีกคนฟังไม่ทัน) เท่าที่ฟังแอร์เล่าให้ฟังคือแบบนอนไม่ตื่น ดูน้ำลายฟูมปาก ปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น ก็ดูอาการจับชีพจรกันอยู่นาน ตอนนั้นถ้าต้องลงฉุกเฉินนี่น่าจะต้องลงแถวปากีสถานเพราะเลย นิว เดลี มาซักพักละ แต่ก็จบด้วยดีไม่มีอะไร
 
ห้องน้ำดีงาม สบู่ โลชั่นกลิ่นหอมละมุนมาก
เห็นยอดเขาด้วย!



อิสตันบูลเรามาหานายแล้ว

พอถึงเวลา 16:00 ไทย (12:00 ของตุรกี) ก็มาถึงสนามบิน เข้าแถว ตม. เสร็จก็ออกมาเดินทางไปที่พักแถวย่านเมืองเก่าตรงโซน Blue Mosque เดินทางด้วย Metro ทั้งรถไฟต่อรถรางโดยใช้บัตรเดินทางทำให้ราคาต่อเที่ยวถูกมาก ระดับ 10-20 บาท/คน ที่ชอบมากคือบัตรที่นี่ใบเดียวแตะให้ได้ 2 คน ไม่ต้องเสียเวลาทำบัตรเพิ่มอีกใบ แถมแตะ 2 คน ราคาลดลงให้อีกนิดนึงด้วย ก็เดินทางจากสนามบินไปลงที่ Zeytinburnu แล้วข้ามต่อรถรางอีกสายไปลงที่ Sultanahmet istasyonu แล้วค่อย ๆ เดินไปที่พัก Arena Hotel ใช้เวลารวมประมาณ ชม.นึง เป็นที่พักราคาดี ห้องกว้าง อาหารเช้าเด็ดอร่อย พร้อมเสิร์ฟ 6:30++ แต่ว่ามีข้อเสียคือเป็นทางลาดชันหน่อย ตอนลงไปไม่เท่าไรแต่ตอนกลับขาขึ้นนี่สิ เหนื่อยอยู่
 
แม่เจ้า คนเยอะโฮกกกกกก สมเป็น HUB

เนื่องจากพี่เค้าเคยมาแล้วก็เติมเงินเพิ่มเอาจ้า 1 บัตรใช้ได้ 2 คน

หน้าตารถไฟบ้านเค้า
เสร็จแล้วก็มาต่อรถรางในตัวเมืองใช้บัตรใบเดียวกันได้เลย ไม่เหมือนแถวนี้ -0-
อลังการรรรรรร
ดูเรียบหรูแต่ราคาไม่แพงนะ
สัญลักษณ์เครื่องรางบ้านเค้าเป็นรูปดวงตาสีน้ำเงิน
อันนี้ถ่ายเอาสวย ๆ สวยมะ lol
ห้องนอนกว้างมาก มีโซฟาด้วยนะ
ห้องน้ำแอบมีความหวิวแต่ปิดม่านได้นะ



หลังจากเก็บของไรเสร็จก็ไปหาไรกิน ด้วยความหิวสุดท้ายเลยเลือกร้านใกล้ ๆ ชื่อ Sokullu Restaurant เลือกสั่ง Eggplant Kebab (55) กับซุปเห็ด (12) แล้วก็น้ำแอปเปิ้ล (10) รสชาติอร่อยเลยนะ แต่ว่าตอนรอเคบับ ซุปที่มานอกจากเยอะแล้วยังมีขนมปังนุ่ม ๆ ให้จุ่มกินแอบเพลิน สุดท้ายเหลือหน่อยนึง TwT หลังจากอิ่มท้องสุด ๆ ก็ได้เวลาเดินย่อย จากตรงนั้นก็ไปเที่ยวแถว Blue Mosque กับ Palace Garden แถวนั้น มีเดินฆ่าเวลา ซื้อของฝาก กินไอศครีมตุรกี (โคนละ 20) เพราะติดช่วงเวลาละหมาดตอน 17:00 - 18:00 เข้าไม่ได้
 
บรรยากาศในร้านอาหาร


ซุปเห็ดที่เยอะขนาดกินกับขนมปังก็อิ่มแล้ว
Eggplant Kebab
เหล่าแมวเหมียวตลอดข้างทาง
สมเป็นเมืองแมวจริง ๆ

อ้วน!

แอบเสียดายที่ Blue Mosque ซ่อมบำรุงอยู่เลยถ่ายรูปไม่ค่อยสวยเท่าไร จากนั้นก็นั่งรถรางไปต่อที่ Karaköy เพื่อถ่ายรูป Galata Tower กับ Ahi Çelebi Cami พร้อมดื่มด่ำ ชมทัศนียภาพพระอาทิตย์อัสดงระหว่างรอยต่อทวีปฝั่งเอเชียและยุโรปก่อนจะเดินทางกลับมาที่ Sirkeci เพื่อกินของหวานที่ร้าน Hafiz Mustafa (Since 1864) เลือกสั่ง Caramel Trilece (11.5) กับ Baked Rice Pudding (14.5) พร้อมตบท้ายด้วย Turkish Tea แบบแก้วเล็ก (4.5) ล้างปาก ชาที่นี่เป็นชาหมักแก่ ๆ หน่อย เอาไว้กินตัดเลี่ยนอย่างเดียวเลย

Blue Mosque
Blue Mosque

Cool Cat!
นี่ก็เชื่องเกิ๊นนนนน

ใกล้มืดแล้วแต่คนก็ยยังเยอะอยู่
                                    
คือโคตรอร่อย โคตรชอบ แต่ก็โคตรแพง


ภายในมัสยิด
ภายในมัสยิด



ภายในมัสยิด
Ancient Egyptian obelisk
การแสดงริมถนนเค้าเยอะดีนะ
สะพานข้ามทวีป คนตกปลาเต็มไปหมด
ฝั่งเอเชียมองไปจะเห็น Galata Tower
Rustem Pasha Mosque ฝั่งยุโรป
วิวยามเย็น
แวะกินของหวานเจ้าดัง
   Caramel Trilece อร่อยใช้ได้เลย

พุดดิ้งทำจากข้าวก็โอเค แต่ข้างบนขมที่ไหม้ ๆ ขมไปหน่อย

ชาเป็นชาหมักแก่ ๆ เอาไว้ดื่มตัดของหวานเท่านั้น
วิวยามค่ำคืน


สุดท้ายก็เดินย่อยกลับมาที่พักแวะซื้อน้ำ ซื้อเลย์กิน ก่อนเข้าที่พัก เตรียมเดินทางต่อสู่ เซา เปาโล ในวันพรุ่งนี้