วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559

Review : Backpack to Philippines (Cebu – Oslob – Pinatubo) ตอนที่ 2

Day 2 : Oslob to Bohol island

     เริ่มต้นวันใหม่ ออกเดินทางไปด้วย Tricycle ประมาณ 20 นาทีจากที่พักก็ถึงจุดดำน้ำ
จัดแจงลงทะเบียนและฟัง Oriantation :
หลักๆคือ ห้ามทาพวก Sunlinght Protect, Oil เพราะจะปนเปื้อนในน้ำและเป็นอันตรายต่อเหล่าฉลามวาฬ, ไม่ควรอยู่ใกล้เกิน 4 เมตร, ไม่ให้อาหาร
ราคาค่าใช้จ่ายในการดำน้ำดูฉลามวาฬ
หลังจากฟังบรรยายเสร็จก็จ่ายเงินสิครับ รออะไร
- Scuba 1,500 peso
- Snorkel 1,000 peso
จะนั่งเรือแบบดังรูปไปตรงดงน้องฉลามวาฬ มีเวลา 30 นาทีในการดำ
(มีกล้อง Go Pro ถ่ายใต้น้ำ พร้อมไรท์แผ่นให้ราคา 500 peso)
Selfie หน่อย ลุงที่พายเรือให้อารมณ์ขันดีนะ lol

น้องฉลามวาฬที่นี่ตัวไม่ใหญ่นักถ้าเทียบกับธรรมชาติ แต่ก็ใหญ่อยู่ดีนะ โชคดี จขกท ได้รูปตอนน้องหลามแกว่ายพะงาบๆปากมาใกล้ๆพอดี ใกล้มาก 555+ (แลดูเค้าจะมองแต่อาหารไม่สนใจผมซักกะนิด ถ้งขนาดว่ายมาชนเท้าผม =w=")
   หลังจากฟินไปกับฉลามวาฬแล้ว ก็กลับมาเล่นน้ำ ทานข้าว อาบน้ำล้างตัว ณ ที่พัก (150 peso) เผอิญว่า จขกท ใส่เสื้อที่มีคำว่า 'ปาย' ทำให้ฝรั่งที่พัก ณ ที่เดียวกันเข้ามาทักว่า "คนไทยใช่ไหมครับ" ป๊าดดดด พูดไทยเก่งมาก คุยไปคุยมา คือ แกชื่อ Fabioทำงานอยู่ที่เชียงใหม่มา 3 ปี นี่มาไหว้ครอบครัวแฟน พื้นเพแกเป็นคนสวิสเซอร์แลนด์ คุยถูกคอกันดี เพลินจนเกือบเลยเวลานัดรถเลยทีเดียว 
เพื่อนใหม่ที่ฟิลิปปินส์
10.15 ออกจากที่พัก ไปยังท่าเรือเพื่อเดินทางต่อไปยัง Bohol Island (ราคาหัวละพัน) เดินทางประมาณ 15-20 นาทีก็ถึงจุดขึ้นเรือ 
หน้าตาเรือที่จะใช้เดินทางข้ามเกาะ มีไม้ไผ่ทำโครงกันกระเพื่อม (ซึ่งดีมากเพราะทำให้ไม่เมาเรือเลย ^^)

















มองไปมองมา มันข้างๆจุดดำน้ำกับฉลามวาฬนี่นา เลยขอเดินไปซื้อเสื้อ ของฝากที่ระลึกหน่อย ราคาเสื้อ 180-220 peso ส่วนของฝากเล็กๆ 3 ชิ้น 100 peso จัดเสื้อมา 2 ตัว ของที่ระลึกอีกประปราย

11.00 ออกเดินทาง มีเพื่อนร่วมคณะอีก 6 คน รวม กลุ่ม จขกท.อีก 4 เป็น 10 คน
คนไม่มากจนเกินป พักผ่อน ยืดเส้นยืดสายได้ตามสบาย นั่งๆนอนๆ จนตอนที่เขียนนี้เวลา 13.40 ละ



บรรยากาศกว่า 3 ชม.ที่อยู่บนเรือ มีแต่สีฟ้า....
     สรุปแล้วถึงฝั่งตอน 14.20 หน้าตาหาดสวยงาม ร้านค้าขายของให้อารมณ์แบบอ่าวมะนาว เกาะเสม็ด หรือ พัทยา? ระหว่างทางมีพวกทัวร์มาถามเป็นระยะๆ แต่หาได้สนไม่ เดินไปต่อ เพื่อจะออกสู่ถนนจนเจอพวกรถสามล้อ จึงให้แมพไปดูให้พาไปโรงแรม Arabelle Suite ในตัวเมือง Oslob ต่อราคาได้ที่ 300 peso เดินทางประมาณ 40-45 นาทีจากชายหาด Alora beach มาถึงที่พัก
บรรยากาศถนหนทาง
แวะเติมน้ำมัน
หลังถึงโรงแรมก็จัดการเช็คอิน  จ่ายเงิน เลือกอาหารเช้าแบบ Take out เพื่อเตรียมเดินทางในวันพรุ่งนี้ตอน 5.30

หลังจากจัดแจงข้าวของเสร็จ ก็พากันออกเดินทางไปในตัวเมือง ระยะทางพอตัวน่าจะซัก 2 กิโลกว่าได้ โดยสิ่งแรกที่จัดคือ McDonald จัดข้าวไก่ทอดมา 79 peso แต่รสชาติสู้ Joliibee ไม่ได้ แถมยังแพงกว่าอีก

หลังจากนั้นจึงเดินเล่นในห้าง ASC Mall ชั้นล่างมี Super Market ดูแล้วค่อนข้างถูกกว่าข้างทาง
หรือร้านทั่วไป คนค่อนข้างเยอะ จัดแจงซื้อน้ำดื่มแก้กระหาย เพื่อนร่วมทางจัดโค้กไลท์มา และพบว่า ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมที่นี่เลยจริงๆ รสชาติแบบว่า......... =__="
จขกท จัด Pomelo Soda กับ Apple Juice ไป 
Apple Juice รสชาติกินได้ แต่ของ Pomelo Soda กินไปจนเหลือซัก 1/4 จู่ๆมีเด็กผู้หญิงเดินตามมาสะกิดๆ และ ชี้ที่กระป๋อง อุ๊ตะ ไม่คาดคิดว่ามาฟิลิปปินส์จะเจอเด็กอายุไม่ถึง 18 มาขอดริงค์ (ฮา) แต่สุดท้ายก็ให้ไปเพราะขี้เกียจหาที่ทิ้ง จากนั้นจึงเดินเล่นรอบๆต่อ สุดท้ายไปป๊ะกับร้านขายไก่ทอด 2 เจ้า แถบๆนั้นอยู่ติดกัน ด้วยความที่ไม่รู้จึงเลือกร้านที่คนเยอะกว่า และพบว่า.....ไม่อร่อยอย่างยิ่ง!!! ไม่เหมือนของ Cebu TAT แต่อร่อยกว่า Mc  (พูดละก็เสียดาย อยากกินของ Cebu อีก)
ไก่ทอดที่ไม่อร่อยเลย T^T แถมเย็นอีก
    หลังจากกำจัดไก่ทอดเหล่านั้นหมดแล้วก็ยังคงเดินเล่นรอบๆต่อ ดูห้างนู่นที่ ร้านนั้นที จนทั่วก็กลับไปซื้อเสบียง ขนม น้ำที่ ASC Mall แล้วค่อยเดินทางกลับที่พัก (เพิ่มเติม นมเมล่อนของที่นี่หอมดีรสชาติใช้ได้เลย อยากให้มีผลิตที่ไทยบ้างจัง)
นมเมลอน ตรา MOO

Arabelle Suites : ให้ผ่าน ใช้ได้ไม่ไกลตัวเมืองมาก
พักผ่อนตามอัธยาศัย เตรียมออกเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้สู่ Chocolate Hill

Review : Backpack to Philippines (Cebu – Oslob – Pinatubo) ตอนที่ 1

Lost in Philippines : 23 - 26/10/2015

Day 1 : BKK to Manila by Cebu Pacific

         หลังจากไปเที่ยวมาว่าจะอัพมาชาติกว่า แต่ไม่ว่าง ผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่ยๆ 
(ทั้งๆที่เนื้อหาเขียนเสร็จระหว่างทริปแล้ว lol เอาล่ะมารับชมกันเลยดีกว่าว่าฟิลิปปินส์นั้นมีอะไรให้เที่ยวบ้าง)



















เริ่มต้นทริปกับการเดินทางด้วย Cebu Pacific
5J 932 00.40 - 5.00 เสียเวลารอลงเครื่อง(ไม่)นิดหน่อย ประมาณ 15-20 นาทีได้

หน้าตาเครืองบินของ Cebu Pacific
หลังจากมาถึง ลงเครื่องบินโหลดกระเป๋าเรียบร้อย เราก็มุ่งหน้าออกมาเตรียมต่อเครื่องไป Cebu จุดมุ่งหมายคือ Oslob เพื่อเตรียมดำน้ำกับฉลามวาฬในวันถัดไป

   ซึ่งจากจุดต่อสามารถเดินไปหน้าเคาท์เตอร์เช็คอินได้เลย แต่คุณยามแกชี้ให้ไปเข้ามาจากข้างนอก ให้ตรวจกระเป๋าใหม่อีกครั้ง เลยได้ซึมซับบรรยากาศมะนิลายามเช้า (ฮา) 






    หลังจากเช็คอิน โหลดกระเป๋ารอขึ้นเครื่องได้ลองจัด Jollibee ร้านข้าวไก่ทอด Signature ของ Php สนนราคาที่ 87 php แต่ จขกท จัด Burger Steak 61 php รสชาติไก่ทอดโอเค กรอบแห้งได้รสชาติ มาพร้อมกับซอสเห็ด
ส่วนเบอร์เกอร์ชิ้นน้อยกว่าข้าวยไปหน่อย และ รสชาติไม่ค่อยออกกลิ่นของเนื้อเท่าไรนัก

ถ่ายรูปซักแชะกับมาสคอต
จากนั้นจึงมาต่อแถวเข้าเกท แอบแปลกใจตรงที่แบ่งแถวชาย ญ แต่คงเพราะเรื่องค้นตัว จากนั้นก็มารอขึ้นเครื่องได้ Gate 133 Bus Line สภาพการเรียกเข้าคิวคุ้นเคยเหมือนนกแoร์ไม่มีผิด

ออกเดินทางประมาณ 8.40 am ถึงที่หมายสนามบิน Man~~ Cebu ประมาณ 10 โมงกว่า
จากนั้นจึงออกมาต่อรถ TAXI ไป South Bus Terminal (มีรถแท็กซี่ 3 แบบ : เหมาสีขาว คันสีเหลืองของสนามบินเป็นมิเตอร์แต่เริ่มต้นแพงหน่อย และ สุดท้ายมิเตอร์สีขาว) โดยจากการได้อ่านรีวิวมากมาย เห็นว่าเหมาไม่น่าเกิน 300 php แต่จากการคุยถามราคามิเตอร์บอกว่าอยู่ที่ 200+ เลยตกลงไป แต่ว่าไม่สามารถขึ้นตรงข้ามสนามบินได้ เพราะจะถูกปรับ (ถามดูบอกว่าปรับ 20) เลยเดินเลยสนามบินไปหน่อยแล้วค่อยเรียก

เดินทางประมาณชั่วโมงหนึ่ง ก็มาถึง South Bus Terminal โดยขาเข้าก่อน Drop off จะถูกเรียกเก็บ 10 peso ราคามิเตอร์อยู่ที่ 225 peso ถือว่าถูกเมื่อเทียบกับรีวิวที่เจอมา

โดยรถบัสเดินทางไป Cebu จะมี 2 ช่อง คือ เบอร์ 8 และ 9 เป็นรถแบบ AirCon และ Non-AirCon ตามลำดับ (สิ้นสุดที่ Bato) ขณะนั้นเนื่องจากเครื่องบินดีเลย์ ใกล้เที่ยงจึงตัดสินใจ ซื้อมาม่าฟิลิปปินส์ดู รสที่เลือกมาคือ Bulalo (ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเนื้อควาย เพราะเห็นมีถ้วยที่เขียนว่า Beef แต่พอมาใช้ google translate ดันแปลว่ากระดูกสะบ้าหัวเข่าแฮะ สรุปรสอะไรไม่แน่ใจ 555+) รสชาติไม่ค่อยเข้มข้น แต่ได้กลิ่นเนื้อ และ เม็ดเนื้อเล็กมากกกก

Bulalo :สนนราคาที่ 35 peso
พร้อมกับน้ำ Honey Apple รสชาติถูกปากในราคา 35 peso เช่นกัน

      หลังจากเติมพลังงานกันเรียบร้อยแล้ว ได้เลือกขึ้นรถแบบ AirCon เพราะอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว จากตารางรถจะทาทุกครึ่งชม - 1 ชม. แล้วแต่ช่วงเวลา (แต่เวลาออกนี่ว่ากันอีกทีของ จขกท ขึ้นรอบเที่ยงครึ่ง รถมา 12.15 และออก..12.50...) ช่วงที่ไปคนค่อนข้างเยอะ มีขึ้นมายืนเต็มรถ สนนราคาค่าโดยสารอยู่ที่คนละ 145 peso
      ค่ารถจะมีพนักงานมาถามจุดหมายปลายทางก่อน จากนั้นจึงออกตั๋วให้ สักพักจึงมาเดินเรียกเก็บเงิน เดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ก็จะมาถึงก็ 16.30 พอดี ดีที่คนขับรถอ่านเมล์แล้วบอกทาง สถานที่ลงให้ (พี่แกหน้าอาจไม่ยิ้ม แต่ช่วยเหลือดีมาก)เสร็จปุ๊บก็ลงมาเข้าที่พักใช้บริการ Booking Sacha's Guest House ที่พักดูอบอุ่นไม่ไกลตัวเมืองจนเกินไป จัดได้ดูน่ารัก มี 4 คน ใช้ Family Room จากนั้นจึงตกลงกับเจ้าของที่พัก ขอจองรถออกตอน 6.00 am เพื่อไปดำน้ำกับฉลามวาฬ ณ Bohal (กำหนดเวลากลับ ก่อน 11 โมง)
บรรยากาศห้องนั่งเล่นดูหรูหรามาก

เสร็จเรียบร้อยก็เดินเล่นไปโบสถ์ Oslob Heritage 
ภายในตัวโบสถ์ Oslob
อาคารเก่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่

ถ่ายรูปเสร็จ ก็เริ่มเย็นเกือบๆ 6 โมงเย็น ก็เดินกลับมาถึงแยกมีร้านพิซซ่า ชื่อ VLK Pizza&Creperie ก็ลองจัดดูราคายกระดับขึ้นมาอีกหน่อย
พิซซ่าดูหน้าตาน่ากินแต่จืดสนิท =_="

     จากนั้นจึงเดินกลับที่พักระหว่างทางแว๊บซื้งไก่ทอด เครื่องดื่ม ขนมอบกรอบ ซึ่งพบว่า ไก่ทอดที่นี่แหล่มมาก ชิ้นละ 15 peso ทอดกรอบ ไม่อมน้ำมัน (พูดแล้วก็อยากกินอีก หลังจากนั้นไปกินที่อื่น ไม่รู้ึกว่าโอเคอีกเลยในฟิลิปปินส์ T^T) ส่วนน้ำหากไม่ใช่พวกน้ำอัดลมอย่างอื่นก็โอเคหมด (คหสต.) ขนมกรุบกรอบมีตัวที่เป็นมัลติจกรนแบบซันไบท์ ที่รสชาติอร่อยดี

กลับเข้าที่พักก็ประมาณทุ่มกว่าๆ
ก็พักผ่อนตามอัธยาศัย จบไปแล้วกับวันแรก
เตรียมออกเดินทางไปดำน้ำกับฉลามวาฬตอน 6.00 am

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Phu Soi Dao National Park : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว กว่าจะสอยไม่ใช่เรื่องง่าย


      หลังจากไม่ได้อัพบล็อกมาเป็นปีๆ ตอนนี้เริ่มสิ้นปี ขอรีบมาทยอยให้ให้ทันก่อนขึ้นปีใหม่หน่อย :))
ทริปครั้งนี้ เป็นทริปสั้นๆ 4 วัน 3 คืน ในประเทศ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เริ่มเลยดีกว่าเนอะ


Day 1 : Journal Begin at DMK Airport

      เริ่มต้นที่ดอนเมือง โดยจองตั๋วของ Air Asia ไปลง ณ เมืองพิษณุโลก ใช้เวลาบินประมาณ 40 นาที
โดยบินประมาณ 18.00 น.
ท่าอากาศยานพิษณุโลก

   เมื่อไปถึงหลังจากรับกระเป๋าที่โหลดเรียบร้อย สนนประมาณ 20 kg สัมภาระส่วนตัวคนละไม่เกิน 7 kg ได้ติดต่อรถเช่าที่จองไว้ เป็นรถ Toyata Calora Altis สภาพรถรุ่นเก่าแต่ใช้งานได้
รถเช่าที่พร้อมจะร่วมทางไปกับเราครั้งนี้
   จากนั้นจึงมุ่งหน้าเข้าสู่ที่พัก โดยในคราวนี้ได้ใช้บริการของ "สุขวิมล เพลส"
ราคา ห้องละ 400 + เตียงเสริม 150 บาท มีค่าประกันรีโมทแอร์และทีวี อีก 200 บาท
ได้คืนเมื่อ Check Out 
สภาพห้องเป็นสไตล์ตกแต่งเหมือนห้องนอนเด็ก อยู่สบาย ห้องน้ำดี สมราคา

   หลังจาก Check In เก็บของแล้วก็ได้มุ่งหน้าไปซื้อของใช้ต่างๆที่จำเป็น โดยเลือกใช้บริการ Big C ระหว่างนั้นก็มีแวะกินข้าวเย็นกันตามอัธยาศัย

ของต่างๆที่จำเป็น :

   เนื่องจากในคราวนี้ เลือกใช้เตาแก๊สปิคนิค และ เลือกทำสุกี้หมูกินกัน และเลือกอยู่บนภูสอยดาว 2 วัน ของใช้ต่างๆ ที่ซื้อจึงมี ดังนี้

1.เสบียงของกิน ขนมระหว่างเดินขึ้นกับกินเล่น
2.ถ่านไฟฉาย A สำหรับตะเกียง
   *พกตะเกียง LED ไปเอง
3.แก๊สหุงต้มกระป๋อง 4 กระป๋อง
    *พกเตาไปเอง
4.มีด เขียง ทำอาหาร, ช้อนส้อมครบจำนวนคน
5.ข้าวสาร, อาหารกระป๋อง, อาหารกึ่งสำเร็จรูป
    น้ำมันพืช, แม็กกี้, เหลือ, น้ำตาล, พริกไทย, 
    คนอร์, เครื่องแกงต่างๆตามอัธยาศัย
6. กล่องโฟมเก็บของเย็น*****
7. ผ้าเช็ดใช้งานอเนกประสงค์
* มีเตนท์เตรียมเอง (มีให้เช่าเตนท์) และ หม้อสนาม

หลังจากนั้นจึงกลับที่พักและจัดการชำแหละ แยกของที่จะนำขึ้น และไว้ในรถรอใช้ขากลับ

โดยของที่จะนำขึ้นแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1.) สัมภาระขนเอง แบกเป้
     แนะนำนำของต่างๆใส่ถุงพลาสติกไว้อีกชั้น
     กระเป๋าสตางค์ มือถือ เตรียมซองกันน้ำ
     หากใครมีชุดคลุมเป้ก็เวิร์คเลย
2.) ของให้ลูกหาบขน จะเป็นพวกเสื้อผ้า 
     อาหารต่างๆ เตนท์นอน หม้อสนาม น้ำดื่ม         
     อุปกรณ์ทำอาหารต่างๆ

Day 2 : เดินทางสู่ภูสอยดาว

เริ่มออกเดินทาง
     หลังจากพักผ่อน ก็เริ่มออกเดินทางล้อหมุนประมาณ 5.45 น. เดินทางไปยังตลาดชาติตระการเพื่อกินข้าว (มีร้านอาหารตามสั่ง ก๊วยเตี๋ยว
อยู่หลังตลาด
) ซื้อของสด ผัก ตามอัธยาศัย รวมถึง จาน ชาม ช้อนส้อม น้ำยาล้างจาน ฟองน้ำ สก๊อตไบร์ท
*มีโลตัส และ 7-11 รวมถึงร้านยาให้บริการ




     จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยัง อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ถึงประมาณ 10.30-11.00 น.
ทำการลงทะเบียน ชั่งน้ำหนักของ เช่าหมอน แผ่นโฟมรองนอน หรือ อื่นๆตามต้องการ
(ค่าบริการ 35 บาท/kg พวกของเช่าจะถูกรวมคิดค่าหาบด้วย) จากนั้นชำระเงิน จะได้ตั๋วรับของมา และเริ่มเดินทาง 

กรอกลงทะเบียน
สถานที่ลงทะเบียน และ เช่าสิ่งของ
     ระยะทางจนถึงป่าสนด้านบน ตามป้ายบอก 6.5 km ย้ำว่าตามป้าย!!!ทางเดินจะค่อนข้างชัน(มาก) มีรกด้วยต้นไม้ใบหญ้าตามทางเป็นช่วงๆ 
เริ่มปีนกันเลย!
ถึงเนินพักระหว่างทาง เห็นยิ้มๆยังงี้ตอนพักนี่ลิ้นห้อยเลยครับ
ผ่านไป 1.15 km : เนินเสือโคร่ง

วิวตอนใกล้ๆถึงยอดภู เมฆมาบรึม
ภาพมุมกว้างบ้าง

เห็นยอดภูแล้ว อีกนิดๆๆ T^T
ร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะหน่อย
ยังต้องไปต่อสินะ orz
ถึงศูนย์บริการแล้ว
    ใช้เวลาเดินทางตามวัยฉกรรจ์ประมาณ
 4 ชั่วโมงถึงยอด แต่ครั้งนี้ลูกหาบมาช้า เพราะโดนกักตัวให้ปล่อยพร้อมกับอีกคณะ กว่าจะมาถึงประมาณ 6 โมง ตอนนั้นนี่เริ่มหนาวละ แถมเริ่มมืดอีก

   หลังจากได้สัมภาระแล้วก็รีบกางเตนท์กันจนมืดถึงได้นั่งทำอาหาร มื้อเย็นแรก หุงข้าวสวยและเลือกทำต้มคนอร์หมูชิ้น ผักกาด ลูกชิ้นปลา ปรุงรสด้วยไข่ไก่ 
แม็กกี้ และ พริกไทย ตามจริงมีน้ำจิ้มสุกี้ แต่ไม่รู้หายไปตอนไหน คาดว่าหายตอนขนย้ายกับลูกหาบ TmT
 
กางเตนท์เสร็จสรรพ ทางซ้ายคือกางที่นั่งหน้าเตนท์ ใช้ทำอาหาร นั่งคุย

ต้มรวมมิตร คนอร์ ลูกชิ้น และ หมู

แต่ไม่เป็นไร!!! 
เรายังปรุงให้อร่อยได้
 หลังจากอิ่มหมีพีมันกันเรียบร้อยก็เข้าสู่ขั้นตอนการเคลียร์ของ อาบน้ำ

ที่นี่แบ่งน้ำเป็น 2 ประเภท
1.) น้ำฝน แทงค์น้ำเงิน ให้รองดื่ม แปรงฟัน 
2.) น้ำลำธาร ใช้สำหรับอาบน้ำ ล้างจาน หุงต้มอาหาร (แต่คนมักขนน้ำลิตรมาใช้แทน)

      โดยวิธีการคือ เช่าถังน้ำและรองน้ำไปใช้ในงานต่างๆเอง เช่น ตอนอาบน้ำให้รองน้ำจากลำธารละไปใช้อาบเอง ในห้องอาบน้ำ ซึ่งตอนกลางคืนนั้นมืดและไม่มีไฟ หากตอนอาบตอนดึก ไฟฉายเป็นสิ่งที่คาดไม่ได้โดยเด็ดขาด!! ไม่งั้นจะได้อาบน้ำท่ามกลางความมืดแบบผู้เขียน (ระหว่างเพื่อนไปหยิบตะเกียงจากเตนท์ orz)  หลังจากอาบน้ำเสร็จก็เข้านอน
เตรียมพร้อมเดินเที่ยวเล่นบนภูสอยดาว เก็บภาพต่างๆต่อไป


Day 3 : ชีวิตบนภูสอยดาว

      ต้องสะดุ้งตื่น ตอนตี 2 เพราะลมพักแรงมาก มากจนน่ากลับถ้ากางเตนท์ไม่ดีนี่แหก พังแน่นอนแต่สุดท้ายก็ทนได้แฮะ คนกางเตนท์นี่มันเก่งจริงๆ lol สบายใจแล้วก็นอนต่อ รุ่งเช้า 7-8 โมง เพื่อนผู้แสนดีที่ทำหน้าที่ขับรถได้ตื่นมาเตรียมทอำาหารให้ โดยได้ทำข้าวต้มจากน้ำซุปเมื่อคืน และ ข้าวผัดให้กิน จัดแจงกินข้าวเช้า ล้างเครื่องไม้ เครื่องมืออุปกรณ์อะไรเสร็จ ก็มีฝนปรอยๆมาเป็นระยะๆ จนถึงประมาณเกือบๆ 9 โมง ตอนแรกก็ยังขี้เกียจเดินทาง จนได้ยินแก๊งค์มนุษย์ลุง มนุษย์ป้าผู้เสียงดังตลอดคืน มีมารยาทในการกางเตนท์มากกล่าวว่าเดี๋ยวจะเดินทางตอน 9 โมง พวกผมนี่รับลุกเดินทางโดยฉับพลันเลยครับ
 
ข้าวต้มหมูสับ อร่อยแท้

ข้าวผัดหมูชิ้น อร่อยแท้ TwT

หมอกลงหน้ามาก อากาศก็เย็น อยากจินอนต่อจริงๆ zzZ

เริ่มเดินทางจากด้านหลังเก็บรูปบรรยากาศ หมอก และ ดอกหงอนนาค ไปเรื่อยๆจนถึงเสาหลักเขต ประมาณ 10 โมงกว่าๆ 
เสาหลักเขต ตรงไปเป็นยอดที่เปิดให้ขึ้นเฉพาะหน้าฝน
      จากนั้นก็เดินวนรอบไปตามทางวนซ้าย เรื่อยๆ จะเจอทุ่งดอกหงอนนาค และ ต้นสน จนถึงยอดสุดฝั่งนึง จากนั้นก็เดินย้อนกลับมาเลาะไต่ขอบผา จนมาถึงจุดชมพระอาทิตย์ตกดิน ประมาณเที่ยงครึ่งได้ 

ดอกหงอนนาค by iPhone 6
      หลังจากนั้นก็ตัดสินใจเดินกลับที่พักทำอาหารกินกัน พักผ่อนชิวๆ และระหว่างรื้อวัตถุดิบก็พบว่าซอสสุกี้ ไปรวมอยู่กับถุงผัก ==" เอาวะ ยังมีหมูชิ้นให้กินยังดีๆที่เจอก่อนจบทริป หลังจากพักผ่อนกันเรียบร้อยแล้วก็เดินทางไ ปยัง น้ำตกสายทิพย์ เป็นน้ำตกลำเล็กๆไม่ใหญ่ แต่ชันละลาดยาว อยู่ระหว่างทางเดินป้ายพิชิตภูสอยดาวกับลานกางเตนท์ ไม่ไกลกันมากนัก


จัดหนักทั้งแกงถุง ลูกชิ้นมีอะไรใส่ให้หมด
น้ำตกสายทิพย์ ชันพอตัวเลย แถมลื่นจากมอสอีกตะหาก
       พักผ่อนกับบรรยากาศเย็นช่ำของน้ำตกแล้วก็กลับไปยังจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน 
ตอนแรกกะทยอยอาบน้ำก่อนจะได้ไม่ลำบาก แบบเมื่อคืน แต่พอไปถึงพบว่าคนต่ออย่างยาวววววว =__=" ตัดสินใจรอดูพระอาทิตย์แล้วค่อยอาบน้ำตอนกลางคืนเหมือนเดิมก็ได้ (ฟะ)

       แต่สุดท้ายคุณพระอาทิตย์ก็มิสามารถมาได้ตามนัด เนื่องจากหมอกลงจัดมาก เห็นแต่แสงอันบางเบา จากนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วได้แต่นั่งชิวเล่นดัมมี่ ฆ่าจวลาจนกระทั่งคนหมดค่อยไปอาบน้ำละเข้านอน เตรียมเก็บเตนท์ตอนเช้าแล้วลงภูในวันรุ่งขึ้น

หมอกลงจัดมาก อดเห็นพระอาทิตย์เลย -3-
Day 4 : ลาแล้วภูสอยดาว

      ทานมื้อเช้าจากกับข่าวที่เหลืออยู่เสียดายที่ฝนตกตอนเช้าเลยเสียเวลาทำให้เตนท์แห้ง นานพอสมควรกว่าจะเก็บของเสร็จก็ 9 โมงกว่าเกือบ 10 โมงแล้ว ทั้งต่อคิวจ้างลูกหาบอีก กว่าจะได้เริ่มลงก็ประมาณ 10.30 ค่อยๆไต่ๆกันลงมา แซงชาวบ้าน พณะอื่นๆบ้างเป็นระยะๆ เก็บภาพวิวเก็บตกเรื่อยๆ ลงมาถึงข้างล่างก็ 12.50 เกือบบ่ายโมง ใช้เวลาลงทั้งสิ้นประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

    นั่งพักให้หายเหนื่อย ซื้อน้ำ ของฝาก เสื้อที่ระลึกเรียบร้อยก็เดินไปรับของ เขียนสมุดบันทึกให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมคำติชม อาบน้ำอาบท่าอีกครั้ง ก่อนขับรถกลับเข้าตัวเมือง เพื่อซื้อของฝากที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่)

และมุ่งหน้าต่อไปยังสนามบินเพื่อคืนรถเช่า และนั่งเครื่องกลับดอนเมือง เป็นอันจนทริปภูสอยดาวลง :)

 ใครมีข้อสงสัยก็ถามได้นะครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันครับ ^^”